คนที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารและเปลี่ยนประเทศทั้ง คสช. ครม. สนช. สปช. ชอบอ้างว่ายินดีรับฟังเสียงประชาชน
ในเรื่องการปฏิรูปประเทศและการร่างรัฐธรรมนูญ แต่บ่อยครั้งที่เป็นการอ้างเพื่อสร้างภาพ ให้ได้รับการยอมรับไปอย่างนั้นเอง นอกจากจะไม่ให้ประชาชนจัดเสวนาพูดคุยเรื่องปัญหาและการปฏิรูปสังคมแล้ว พวกเขายังไม่ได้ตั้งใจฟัง รวมทั้งไม่ได้อ่านข้อเสนอแนะของประชาชนอย่างจริงจัง ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขางานยุ่ง หรือทำตัวให้ยุ่งมากไป ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขามักมีกรอบคิดของตนเอง เชื่อแนวคิดของตัวเองและคนใกล้ชิดมากกว่าที่จะใจกว้างรับฟังคนอื่นที่คิดแตกต่างไปอย่างจริงจัง
การเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนจังหวัดต่างๆ และกลุ่ม องค์กรต่างๆ ควรจะจัดโดยหน่วยงานอื่นที่เป็นกลางหรือมีแนวคิดเสรีนิยมใจกว้างมากกว่ากอ.รมน. ควรจะมีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ วิทยุ และสื่ออื่นๆ รวมทั้งมีคนที่มีความรู้ ความสามารถ ในการจับประเด็นเก่ง จดบันทึกสรุป และเผยแพร่ต่อ ทั้งต่อบุคคลที่มีอำนาจหน้าที่ในการร่างรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปประเทศ และต่อประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นประโยชน์ในการให้การศึกษาข้อมูลข่าวสารกับประชาชน ให้ประชาชนไปช่วยคิด วิเคราะห์ต่อ ว่าข้อเสนอไหนดีที่ควรสนับสนุน มีจุดแข็งจุดอ่อนที่ควรเพิ่มเติมปรับปรุงแก้ไข หรือเสนอทางเลือกแบบอื่นอย่างไร
ร่างรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาแค่ 60 วัน การเปิดเวทีรับฟังแลกเปลี่ยนอาจจะทำได้จำกัด แต่ข้อมูลเสนอแนะของประชาชนที่เคยเสนอไว้เคยมีการตีพิมพ์หรือค้นหาได้ตามเว็บไซต์ต่างๆ พอสมควร คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ สปช. และคนอื่นๆ ที่มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้อง ควรจะต้องไปหาอ่านอย่างจริงจัง หรือหาผู้ช่วยทำงานให้ช่วยค้นคว้าช่วยอ่าน ช่วยคัดกรอง ช่วยสรุปมา แล้วก็ลงมืออ่านอย่างจริงจัง
การอ่านข้อเสนอแนะของประชาชน นักวิชาการ คณะกรรมการการปฏิรูปต่างๆ ในอดีต ฯลฯ คือการรับฟังอย่างตั้งใจ และจะได้ข้อคิดดีๆ มากกว่าที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญสปช. และคนที่อำนาจหน้าที่อื่นๆ จะคิดกันเองเฉพาะในกลุ่มของตน ในช่วงการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 ก็มีการเปิดเวทีรับฟัง ตลอดจนให้ประชาชนกลุ่มองค์กรต่างๆ ยื่นข้อเสนอแนะมามาก แต่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญในอดีตก็ไม่ได้ตั้งใจฟัง ไม่ได้ตั้งใจอ่านข้อเสนอแนะเหล่านั้น และข้อเสนอแนะดีๆ ของประชาชนหลายอย่างไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาและบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ตัวอย่างเช่น ควรให้คนทำงานในโรงงานหรือบริษัท รัฐวิสาหกิจต่างๆ ลงทะเบียนเพื่อเลือกตั้งในเขตที่ตนทำงานอยู่ได้ โดยไม่ต้องเดินทางกลับไปเลือกตั้งที่ภูมิลำเนาเดิม
เราควรสรุปบทเรียนจากทั้งรัฐธรรมนูญปี 2540 และปี 2550 ว่าทั้งๆ ที่เขียนไว้สวย ดูดีในหลายเรื่อง เช่น เรื่องสิทธิของประชาชน ชุมชนต่างๆ แต่ไม่ได้มีผลในทางปฏิบัติ ด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น ไม่มีการออกกฎหมายยอมรับ ไม่มีบทลงโทษว่าถ้ารัฐบาลไม่ทำตามมาตรานั้น มาตรานี้แล้ว ประชาชนจะทำให้เกิดผลการบังคับใช้ได้อย่างไร (เช่น เข้าชื่อให้มีการลงประชามติไม่ไว้วางใจรัฐบาล)
ปัญหาอีกข้อคือ พวกผู้พิพากษากับศาลต่างๆ ส่วนใหญ่ไม่มีแนวคิด ความเข้าใจว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด ต้องอยู่เหนือกว่ากฎหมายอื่นๆ เวลาประชาชนไปฟ้องร้องศาลว่าหน่วยงานรัฐละเมิดสิทธิหรือไม่ทำตามรัฐธรรมนูญเป็นแค่เรื่องหลักการ ที่ไม่ใช่ตัวบทกฎหมายที่มีบทกำหนดโทษชัดเจนแบบที่พวกเขาเข้าใจ
นี่คือจุดอ่อนสำคัญที่สุดที่คนไทยจะต้องหาทางแก้ไขให้ได้ ไม่อย่างนั้นรัฐธรรมนูญก็จะกลายเป็นแค่สัญญาประชาคมหรือแผนพัฒนาฯ แบบลอยๆ ที่ไม่ผูกมัดให้เจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งนักการเมืองผู้ได้ตำแหน่ง และข้าราชการ ต้องทำตาม
รัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องผู้แทนรัฐสภาและรัฐบาล น่าจะปฏิรูปเพื่อหาทางแก้ไข หรือลดปัญหาการซื้อเสียงขายเสียงลงได้ในระดับหนึ่ง เช่น การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต (รวมทั้งผู้บริหารองค์กรท้องถิ่น) ...ชนะต้องได้คะแนนมากกว่าร้อยละ 50 ของผู้มาใช้สิทธิ ถ้าไม่ได้ ก็คัดคนที่ได้ที่ 1 และ 2 มาให้คนเลือกคนใดคนหนึ่งในสัปดาห์ถัดไป วิธีนี้ผู้สมัครจะซื้อเสียงได้ยากขึ้น และผู้แทนจะได้คะแนน แต่มาจากคนส่วนใหญ่จริง ไม่ใช่ชนะแค่ 30-40% บางครั้งนำคนที่สองไม่มาก ก็ไม่เป็นผู้แทน ทั้งๆ ที่คนส่วนใหญ่มากกว่า 50% ไม่ได้เลือกคนนั้น
การเลือกแบบบัญชีรายชื่อจะเป็นผลดีในระยะยาว ประชาชนหัดเลือกนโยบายพรรคมากกว่าเลือกตัวบุคคล ถ้านับคะแนนทั่วประเทศ โดยไม่จำกัดว่าต้องได้อย่างน้อย 5 เปอร์เซ็นต์ จะส่งเสริมให้พรรคของคนงาน เกษตรกร นักอนุรักษ์ธรรมชาติ ฯลฯ มีโอกาสแจ้งเกิดได้ น่าจะเลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ 200 คน และลดแบบแบ่งเขตเหลือ 200 คน แต่ต้องนับแบบเยอรมัน
ตัวอย่างเช่น พรรค ก ได้คะแนนบัญชีรายชื่อ 40% มีสิทธิได้ ส.ส. 160 คน แต่พรรค ก ชนะได้ ส.ส. แบบแบ่งเขตไปแล้ว 100 คน ก็จะได้ ส.ส. ตามบัญชีรายชื่ออีก 60 คน วิธีนี้จะเป็นธรรมกว่า คือ เปอร์เซ็นต์ของ ส.ส. ทั้งหมดใกล้เคียงกับคะแนนคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ที่ประชาชนเลือกพรรคนั้น ของไทยเราที่ผ่านมาแยกนับ ทำให้พรรคใหญ่ได้เปรียบพรรคเล็ก เช่น พรรค ก ได้คะแนนเสียงทั้งหมดแค่ 40 กว่าเปอร์เซ็นต์ แต่ได้ ส.ส.แบบแบ่งเขตมาก เมื่อรวม ส.ส. 2 แบบ จึงมี ส.ส.มากกว่า 50% ของ ส.ส.ทั้งหมด ทั้งๆ ที่ประชาชนเลือกพรรคนั้นเพียงแค่ 40% กว่าเปอร์เซ็นต์
วิธีนี้จะเป็นธรรมกับพรรคเล็ก ทำให้พรรคของเกษตรกร คนงาน นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม มีโอกาสได้ ส.ส. บ้าง ควรกำหนดให้ในบัญชีรายชื่อเป็นผู้หญิงอย่างน้อย 20% และต้องอยู่ในลำดับ 20% แรกด้วยถ้ากำหนดโควตาให้คนส่วนน้อยหรือมีโอกาสน้อย เช่น ชาวชนเผ่า ชาวมุสลิม เกษตรกร คนงาน ฯลฯ ได้มีที่นั่ง ส.ส. จำนวนหนึ่งได้ก็จะส่งเสริมประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมได้เพิ่มขึ้น
ถ้ารัฐธรรมนูญกำหนดให้พรรคที่ได้คะแนนบัญชีรายชื่อสูงสุด ได้ ส.ส.มากที่สุด ก็ให้หัวหน้าพรรคนั้นมีสิทธิจัดตั้งรัฐบาลได้เป็นคนแรก เพราะถ้าได้ไม่ถึง 50% ก็อาจต้องตั้งรัฐบาลผสม วิธีนี้ก็คล้ายเลือกนายกโดยตรงแบบอ้อมๆ คือให้ประชาชนรู้ว่าการเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งตามบัญชีรายชื่อ เท่ากับหัวหน้าพรรคนั้นเป็นนายกด้วย






