แค่ขายซีดีเก่า...?

แค่ขายซีดีเก่า...?

ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมามีข่าวหนึ่งซึ่งสังคมให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง คือการที่ศาลฎีกาได้พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

ลงโทษปรับลูกจ้างเก็บขยะของกรุงเทพมหานครเป็นเงินกว่าแสนบาท จากกรณีขายซีดีโดยไม่มีใบอนุญาต และเนื่องจากจำเลยไม่มีเงินชำระค่าปรับจึงให้กักขังแทน จนกระทั่งมีผู้ใจบุญให้เงินช่วยเหลือเพื่อไม่ต้องถูกกักขัง การที่ข่าวนี้ได้รับความสนใจอย่างมากคงเป็นเพราะคนส่วนใหญ่เห็นว่าโทษที่จำเลยได้รับกับการกระทำความผิดนั้นไม่ได้สัดส่วนกัน หรืออาจจะเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่น่าจะเป็นความผิดถึงขนาดต้องลงโทษในทางอาญา ผู้เขียนเห็นว่ากรณีนี้มีประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องของการใช้การตีความกฎหมาย จึงอยากจะนำมาแลกเปลี่ยนกับคุณผู้อ่านในที่นี้ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนยังไม่มีโอกาสอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับเต็ม ข้อมูลที่อาศัยเป็นฐานในการวิพากษ์วิจารณ์นี้จึงเป็นข้อมูลที่ปรากฏตามหน้าข่าวเท่านั้น

จำเลยในคดีนี้ซึ่งเป็นพนักงานเก็บขยะ ได้ขายวีซีดีภาพยนตร์และซีดีเพลงซึ่งได้มาจากการคัดแยกขยะที่เก็บมา โดยนำมาวางขายกับพื้นบริเวณตลาดนัดแห่งหนึ่งในราคาแผ่นละ 20 บาท โดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน อันเป็นความผิดตามมาตรา 38 พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 ซึ่งกำหนดห้ามผู้ใดประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยนหรือจำหน่ายภาพยนตร์โดยทำเป็นธุรกิจหรือได้รับประโยชน์ตอบแทน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน โดยมีระวางโทษปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท และปรับอีกไม่เกินวันละหนึ่งหมื่นบาทตลอดระยะเวลาที่ฝ่าฝืนอยู่ ตามมาตรา 79 แห่ง พ.ร.บ. เดียวกัน

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามกฎหมายฉบับนี้เพราะไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน แม้ว่าแผ่นซีดีที่นำมาขายนั้นจะไม่มีปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ก็ตาม ปัญหานี้จะทำให้ปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งขึ้นหากผู้อ่านลองจินตนาการว่า ถ้าท่านมีแผ่นวีซีดีภาพยนตร์หรือซีดีเพลงเก่าที่ไม่ต้องการแล้ว และนำไปขายตามตลาดนัดแบกะดินโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต ท่านก็อาจจะได้รับโทษปรับเฉกเช่นเดียวกับพนักงานเก็บขยะผู้นี้ ผู้เขียนขอเดาว่าผลทางกฎหมายนี้ขัดกับสามัญสำนึกของผู้อ่านอย่างแน่นอน คำถามมีว่าแล้ววิชาการทางนิติศาสตร์ที่ร่ำเรียนกันมาให้เครื่องช่วยอะไรแก่ผู้พิพากษาในการอำนวยความยุติธรรมหรือไม่ ซึ่งแก่นของปัญหาในกรณีนี้ก็คือการตีความกฎหมายนั่นเอง

“การตีความกฎหมาย” คือการค้นหาความหมายของบทกฎหมายที่เป็นวัตถุแห่งการตีความ โดยมีหลักการพื้นฐานคือต้องตีความถ้อยคำตามตัวอักษรโดยคำนึงถึงความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของบทกฎหมายด้วย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการค้นหาความหมายของบทกฎหมายจะต้องพิจารณาทั้งถ้อยคำตัวอักษรและความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของกฎหมายควบคู่กันไป

หากพิจารณาตามถ้อยคำตัวอักษรแล้วจะพบว่าการกระทำของพนักงานเก็บขยะผู้นี้ย่อมเข้าองค์ประกอบความผิดตาม พ.ร.บ. ภาพยนตร์ฯ อย่างชัดเจน เพราะเป็นการจำหน่ายโดยได้รับประโยชน์ตอบแทน อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำตัวอักษรย่อมไม่ใช่จุดสิ้นสุดแห่งการตีความกฎหมาย และเนื่องจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้ให้คำนิยามของคำว่า “ประกอบกิจการ” เอาไว้ ทำให้จำเป็นต้องพิจารณาความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของกฎหมายควบคู่กันไปเพื่อค้นหาความหมายของถ้อยคำดังกล่าว คำถามก็คือแล้วความมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ. ภาพยนตร์ฯ คืออะไร?

พ.ร.บ. ฉบับนี้ต้องการที่จะคุ้มครองธุรกิจของคนทำภาพยนตร์ เพราะเป็นงานที่ทำได้ยากแต่ง่ายต่อการลอกเลียนแบบ การกำหนดให้ต้องมีการขออนุญาตในการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำหน่ายภาพยนตร์ ก็เพื่อที่จะควบคุมธุรกิจที่เกี่ยวข้องดังกล่าว และหากพิจารณาโทษที่กำหนดเอาไว้สำหรับการฝ่าฝืนจะเห็นได้ว่ามีโทษปรับที่สูงมาก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการกำหนดโทษเอาไว้สูงมักจะใช้กับการกระทำผิดที่รุนแรงมาก ๆ เท่านั้น เพราะการกำหนดโทษต้องให้ได้สัดส่วนกับการกระทำความผิด ด้วยเหตุนี้ การตีความ “ประกอบกิจการ” จึงต้องตีความไปในทางที่หมายถึงการประกอบกิจการเกี่ยวกับภาพยนตร์หรือวีดิทัศน์ในเชิงพาณิชย์เป็นปกติวิสัย โดยมีเจตนาเพื่อการค้าหรือหากำไร

จะเห็นได้ว่าหากพิจารณาถึงวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายของกฎหมาย การกระทำของจำเลยย่อมมิได้เป็นไปในลักษณะของการประกอบกิจการในเชิงพาณิชย์เป็นปกติวิสัย โดยมีเจตนาเพื่อการค้าหรือหากำไร หากแต่เป็นการขายเป็นครั้งคราวโดยมิได้ประกอบอาชีพเป็นปกติ การกระทำของจำเลยจึงไม่ควรเป็นความผิด กรณีปัญหาจึงเกิดขึ้นเนื่องจากฝ่ายนิติบัญญัติเลือกใช้ถ้อยคำที่มีความหมายกว้างเกินกว่าวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ซึ่งหากฝ่ายนิติบัญญัติได้คาดหมายถึงกรณีเช่นนี้ไว้ล่วงหน้าก็ย่อมที่จะเลือกใช้ถ้อยคำอื่น หรือกำหนดข้อยกเว้นของบทบัญญัติดังกล่าวขึ้น ในทางนิติวิธีเรียกกรณีปัญหาเช่นนี้ว่าเป็น “ช่องว่างข้อยกเว้น” (contra verba legis)

คำถามต่อมาก็คือ แล้วกรณีนี้จะแก้ไขปัญหาอย่างไร? ทางเลือกแรกก็คือการเฝ้ารอให้ฝ่ายนิติบัญญัติเห็นความสำคัญของปัญหาและแก้ไขบทกฎหมายดังกล่าว โดยการเปลี่ยนแปลงหรือตัดถ้อยคำ หรือกำหนดข้อยกเว้นของบทกฎหมายขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าย่อมต้องใช้เวลา ทางเลือกที่รวดเร็วกว่าและได้รับการยอมรับก็คือการอาศัยนิติวิธีโดยการอุดช่องว่างของกฎหมาย โดยอาศัยการใช้และตีความกฎหมายที่เรียกว่า “การใช้กฎหมายในทางตรงข้ามกับถ้อยคำหรือลดรูปถ้อยคำ” (teleological reduction) โดยการลดรูปความหมายของถ้อยคำเพื่อให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมาย ซึ่งไม่ต้องห้ามในกฎหมายอาญา

สำหรับกรณีตามปัญหาผู้เขียนเห็นว่าศาลสามารถใช้กฎหมายโดยลดรูปถ้อยคำ และวินิจฉัยว่ากรณีตามปัญหาไม่เป็นความผิดตามมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ. ภาพยนตร์ฯ ซึ่งแน่นอนว่าต้องอาศัยความกล้าหาญในทางจริยธรรมของผู้พิพากษาในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน หากศาลจะยึดถือแนวทางการตีความที่กล่าวนี้ คุณผู้อ่านก็คงจะขายวีซีดีหรือซีดีเก่าของตนเองได้สบายใจกันขึ้นมาหน่อยนะครับ