วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หากไทยจะเป็นศูนย์กลาง สำนักงานภูมิภาคข้ามชาติ

ไทยจะเป็น International Trading Headquarters หรือที่ตั้งสำนักงานใหญ่ ของบริษัทการค้าระหว่างประเทศได้หรือไม่?

คำตอบอยู่ที่ว่าเรามีแรงจูงใจสู้สิงคโปร์และมาเลเซียได้หรือไม่?

ไทยเราพยายามจะเป็นศูนย์กลาง หรือ hub ของการแพทย์, การท่องเที่ยว, การคมนาคม และการศึกษา แต่ดูเหมือนว่าจะมีแต่เพียงข้อเสนอ ในทางปฏิบัติเรายังไม่เห็นมาตรการแข็งขันจากฝ่ายรัฐบาลที่แท้จริง อีกทั้งภาคเอกชนไทยก็ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะออกไปแข่งขันกับคนอื่นได้อย่างเสมอภาค

ยกเว้นบริษัทยักษ์ไม่กี่กลุ่มที่ส่วนใหญ่ก็สู้เพื่อตัวเอง ไม่ช่วยธุรกิจกลางและเล็กให้ออกไปเปรียบมวยกับประเทศอื่น มิหนำซ้ำยังเข่นฆ่ากันเองในประเทศ จนไม่อาจจะสร้างเป็นขบวนการธุรกิจไทยในต่างแดนได้

การจูงใจให้นักลงทุนข้ามชาติ เข้ามาตั้งสำนักงานปฏิบัติการภูมิภาคในไทยได้ จะต้องมีการขับเคลื่อนโดยรัฐบาลด้วยมาตรการด้านภาษีและเสริมด้วยการสร้างคนให้มีคุณภาพที่จะตั้งรับคลื่นต่างชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

รายงานบอกว่าสิงคโปร์มีบริษัทเข้าไปตั้งสำนักงานระหว่างประเทศถึง 1,800 แห่ง มาเลเซียมี 800 แห่ง ขณะที่ไทยมีเพียง 120 แห่งเท่านั้น

รองนายกฯ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ยืนยันว่าจะผลักดันเรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญต้น ๆ โดยจะแก้ปัญหาที่เป็นอุปสรรค นั่นคือสิทธิประโยชน์ที่เสนอให้บริษัทต่างชาติมีเงื่อนไขมาก ไม่ยืดหยุ่น

ที่เป็นประเด็นใหญ่คือ ระบบราชการของไทยยังไม่เอื้อต่อการที่เราจะยกระดับตัวเองให้แข่งกับสิงคโปร์และมาเลเซียวันนี้ และวันข้างหน้า หากเรายังติดกับดักเดิมอยู่ เวียดนาม, กัมพูชา, พม่า ก็จะสามารถแซงหน้าไทยไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

แค่เรื่องออกวีซ่าให้สามารถทำงานที่เรียกว่า Work Permit Visa เรื่องเดียวก็หาเจ้าภาพร่วมไม่ได้เสียแล้ว เพราะเมื่อนโยบายเรื่องนี้ไม่ชัดเจน กระทรวงแรงงาน, มหาดไทย, ต่างประเทศ และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอก็มองกันคนละด้าน ทำให้ผู้เข้ามาลงทุนเบื่อหน่ายและท้ายที่สุดก็เลือกประเทศที่อำนวยความสะดวกมากกว่า

เรื่องการขอใบอนุญาตตั้งโรงงาน, ขอสิทธิประโยชน์, ขั้นตอนตรวจคนเข้าเมือง และระบบสื่อสารนั้น ไทยแพ้เพื่อนบ้านหลายประเทศจนไม่อาจจะเปรียบเทียบได้

ประเทศไทยมีข้อดีและจุดแข็งหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าครองชีพที่ถูกกว่า, ค่าเช่าสำนักงานที่ยังมีราคาต่ำกว่าสิงคโปร์และฮ่องกง, อีกทั้งเรื่องของคนไทยและความสะดวกสบายในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวน่าประทับใจไม่น้อย แต่จุดแข็งเหล่านี้ไม่อาจจะกลบจุดอ่อนด้านระบบราชการและความไร้ประสิทธิภาพ

แม้เรื่องโรงเรียนนานาชาติเพื่อลูกหลานของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย ก็ยังเป็นประเด็นที่ทำให้เกิดความลังเลสำหรับนักธุรกิจต่างด้าว เพราะสถานศึกษาที่ได้คุณภาพระดับมาตรฐานสากลยังขาดแคลนอยู่ไม่น้อย

ผมเห็นด้วยว่าประเทศไทยจะต้องออกไปแข่งขันกับต่างชาติเพื่อดึงเอาสำนักงานภูมิภาคของบริษัทข้ามชาติทั้งหลายเข้ามาตั้งในประเทศไทย แต่เรื่องนี้จะเป็นเพียงนโยบายบนกระดาษไม่ได้ ต้องมีแผนปฏิบัติการ 5 ปีที่จะต้องสร้างความแข็งแกร่งภายในของเราให้มีความพร้อม และมีความกล้าหาญมุ่งมั่น ที่จะต้องเอาชนะสิงคโปร์และฮ่องกงให้ได้ใน 10 ปีข้างหน้า

หากรัฐบาลเฉพาะกิจชุดนี้เห็นความสำคัญและทำจริง ก็ย่อมจะสามารถปูพื้นฐานได้ตั้งแต่วันนี้เพื่อให้รัฐบาลชุดต่อ ๆ ไปเดินหน้าทำให้เป็นความจริงให้ได้

เพราะอนาคตประเทศไทยจะมีความมั่นคงและยั่งยืนได้ อยู่ที่จะต้องสร้างความเป็น “แกน” ของธุรกิจในภูมิภาคนี้ให้จงได้