วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธรรมาภิบาลรัฐวิสาหกิจ สกัดการเมืองแทรกแซง

วันก่อนไปฟังการเสวนางานวิจัยของ ธนาคารโลก เรื่อง Corporate Goodgovernance แปลง่ายๆ คือ ธรรมาภิบาล

นั่นแหละ โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจหรือ สคร.หวังจะใช้เป็นแนวทางวางกติกาให้รัฐวิสาหกิจปฏิบัติตาม เน้นไปที่การปิดช่องทางการเมืองไม่ให้เข้ามาแทรกแซงการบริหารรัฐวิสาหกิจ

ที่ผ่านมาทุกคนคงรู้กันดีว่า รัฐวิสาหกิจกลายเป็นสิ่งตอบแทนทางการเมือง ซึ่งคนของการเมืองที่เข้าไปส่วนใหญ่ไปแสวงหาผลประโยชน์ในองค์กรรัฐวิสาหกิจ โดยรัฐวิสาหกิจชั้นนำ อาทิเช่น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. บริษัท ปตท.สผ. รวมถึงรัฐวิสาหกิจประเภทที่มีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น รฟม. จะเห็นว่ามีหลายรัฐวิสาหกิจที่ผู้บริหารองค์กร มักเปลี่ยนไปทุกครั้งที่การเมืองเปลี่ยน แม้จะมีผลงานก็ตาม ทำให้การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจที่มีการจัดซื้อจัดจ้างโครงการลงทุนมูลค่าสูงๆ

ธรรมาภิบาลที่ สคร.กำลังพยายามทำให้เกิดกับรัฐวิสาหกิจอยู่ขณะนี้ ประเด็นสำคัญก็คือ ต้องการป้องกันการเมืองแทรกแซง เพราะที่ผ่านมากรรมการ หรือบอร์ดในรัฐวิสาหกิจต่างๆ ส่วนใหญ่จะมีคนของฝ่ายการเมืองเข้าไปนั่งกันเกือบทุกรัฐวิสาหกิจ นอกเหนือผู้แทนกระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ แม้บอร์ดบางคนจะไม่ได้มีความชำนาญหรือเชี่ยวชาญอะไรที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของรัฐวิสาหกิจนั้นเลยก็ตาม มิหนำซ้ำเมื่อเข้าไปเป็นบอร์ดแล้วยังตั้งหน้าตั้งตาแสวงหาผลประโยชน์ทั้งเพื่อตัวเองและพวกพ้อง ขณะเดียวกันก็คอยสกัดกั้นหรือแตะตัดขา คนที่คิดว่าจะเข้ามากีดขวางการแสวงหาประโยชน์ของตัวเองอีกด้วย

ขณะที่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่าจะเป็น กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ หรือผู้ว่าการฯ แม้จะมีกรรมการสรรหาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยมีวัตถุประสงค์ (ตามเอกสาร) ว่าเพื่อคัดเลือกบุคคลต่างๆ ที่มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมกับองค์กรเข้ามา แต่ก็รู้ๆ กันอยู่ว่า ตำแหน่งนี้ มักจะถูกล็อกชื่อคนที่จะนั่งตำแหน่งนี้ไว้แล้ว ขึ้นอยู่กับว่า รัฐวิสาหกิจใดจะโชคดี เผอิญได้คนที่มีความรู้ความสามารถบริหารและทำประโยชน์ให้องค์กรได้ (แม้จะล็อกชื่อไว้ก็ตาม) แต่ถ้าโชคไม่ดี จะได้คนที่เข้ามาแค่เป็นร่างทรง และแสวงหาผลประโยชน์ให้ตัวเองและพวกพ้องเท่านั้น

ซูเปอร์บอร์ดรัฐวิสาหกิจคนหนึ่งบอกว่า "ในอดีตมีบอร์ดรัฐวิสาหกิจบางคน ใช้วิธีสกัดคนที่ไม่พวกของตัวเอง เพื่อจะให้คนของตัวเองได้ตำแหน่งนั้น เริ่มตั้งแต่ปล่อยข่าว ใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายตรงข้าม ทั้งผ่านสื่อและผ่านคนในองค์กรก่อนมารับตำแหน่ง ถ้าทำอะไรคู่แข่งไม่ได้ จนเข้ามาเป็นผู้บริหารได้ ก็หันมาใช้วิธีจับผิดงาน หรือขัดขวางการทำงาน ซึ่ง วิธีการเหล่านี้ ทำให้องค์กรเสียประโยชน์ และยังเสียโอกาสที่จะได้คนที่มีความรู้ความสามารถมาบริหารองค์กรให้มีประสิทธิภาพแล้ว ยังกลับเป็นช่องทางให้เกิดการคอร์รัปชันได้ง่าย ถ้าได้คนไม่ดีเข้ามาบริหารงาน ดังนั้นการมีกฎหมายธรรมาภิบาลมาใช้ น่าจะช่วยไม่ให้มีคนของฝ่ายการเมืองเข้ามาหาประโยชน์ดังกล่าว"

ไม่ว่าคนที่จะเข้ามาบริหารรัฐวิสาหกิจจะเป็นคนของใครก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ประชาชนคาดหวังก็คือ ควรจะมีความตั้งใจที่จะเข้ามาทำประโยชน์ให้กับองค์กรได้บ้าง ไม่ใช่เข้ามาเพียงเพื่อจะมาทำอะไรให้กับพวกพ้องอย่างเดียว อย่างน้อยวันหนึ่งพ้นหน้าที่ไปแล้ว ยังพูดได้ว่า มีผลงานอะไรที่เป็นประโยชน์แก่รัฐวิสาหกิจนั้นบ้างก็ยังดี ดีกว่าถูกด่าตามหลังนะ!!!