วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปการศึกษา อย่าลืมจัดระเบียบสภาวิชาชีพ

ในหลายๆ ประเทศที่การประกอบวิชาชีพบางอย่างมีผลต่อความเสี่ยงต่อความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของคน ชุมชนและสังคม

ผู้ประกอบอาชีพเหล่านั้นจะต้องมีการขอใบอนุญาต ทั้งนี้ เพื่อทำให้คนในสังคมมั่นใจได้ว่าผู้ประกอบอาชีพเหล่านี้มีกระบวนการปฏิบัติในอาชีพของตนอย่างมีความรู้ความชำนาญตามมาตรฐาน และจรรยาบรรณวิชาชีพ การประกอบวิชาชีพเหล่านี้เป็นวิชาชีพชั้นสูงที่ถูกควบคุม เช่น ผู้พิพากษา ทนายความ แพทย์ และวิศวกร เป็นต้น

สำหรับประเทศไทยผู้ที่ทำหน้าที่ออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพคือ สภาวิชาชีพ ซึ่งมาจากผู้ประกอบวิชาชีพนั้น รวมตัวกันเป็นนิติบุคคลทำหน้าที่ดูแลขององค์กรวิชาชีพของตนโดยตรงด้วยการออกข้อกำหนดมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ ให้ผู้ประกอบอาชีพทุกคนยึดถือปฏิบัติ โดยมีพระราชบัญญัติวิชาชีพเป็นกฎหมายรับรอง

นอกจากนั้น ในพระราชบัญญัติวิชาชีพเหล่านี้ ยังได้ให้อำนาจแก่สภาวิชาชีพในการรับรองปริญญาของสถานศึกษาที่ทำการผลิตบัณฑิตในวิชาชีพที่เกี่ยวข้องด้วยทำให้สภาวิชาชีพหลายแห่ง ได้ออกข้อบังคับ ว่าด้วยการรับรองปริญญา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตร เป็นกลไกในการรับรองปริญญา ด้วยการกำหนดรายละเอียดของวิชาในหลักสูตร จำนวนวิชา คำอธิบายรายวิชา และเวลาที่ใช้ในการสอน รวมถึงคุณสมบัติของผู้สอน และวิธีการสอน

กลไกที่ถูกกำหนดมาเหล่านี้ดูเหมือนว่าจะเป็นผลดีต่อผู้สำเร็จการศึกษา ถ้าหากว่าการกำหนดดังกล่าวเป็นเพียงแนวทางในการพัฒนาบัณฑิตให้มีความรู้และทักษะตามความจำเป็นของวิชาชีพ และมีการประเมินผลของการเรียนรู้ของบัณฑิตอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับการนำผลประเมินดังกล่าวมาพัฒนาเป็นกระบวนการสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบการศึกษามากยิ่งขึ้น เพื่อเป้าหมายในการทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพเหล่านี้เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ทักษะทางวิชาชีพ และประกอบวิชาชีพอย่างมีจรรยาบรรณ

หากทว่า ในปัจจุบัน สภาวิชาชีพแทบทุกแห่ง ได้กำหนดรายละเอียดของหลักสูตรเพื่อให้สถานศึกษาปฏิบัติตามมากจนสถานศึกษาไม่สามารถพัฒนาบัณฑิตตามอัตลักษณ์ของตนได้นักศึกษาบางวิชาชีพ เช่น วิศวกรรมศาสตร์จะต้องศึกษาอย่างน้อย 141 หน่วยกิตเพื่อจบการศึกษาในหลักสูตรระดับปริญญาตรีและการปรับหลักสูตรในคณะวิศวกรรมศาสตร์จึงเป็นการทำตามข้อบังคับใหม่ ๆ ของสภาวิชาชีพ เช่นการปรับรายชื่อผู้สอน การปรับรายละเอียดคำอธิบายรายวิชา การเพิ่มและลดรายวิชาตามข้อเสนอของสภาวิชาชีพ เป็นต้น ผลที่ตามมาคือสถานศึกษาไม่สามารถปรับหลักสูตร และวิธีการสอน ตามความประสงค์ของผู้ใช้บัณฑิต และตามความทันสมัยของศาสตร์ในวิชาชีพนั้น ทั้งที่เรื่องเหล่านี้เป็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการปรับหลักสูตร

ถ้าหากว่าเราต้องการหาคำตอบนี้อย่างสร้างสรรค์เพื่อการปฏิรูปการศึกษา ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า สถานศึกษาทำหน้าที่ในการผลิตบัณฑิตเพื่อตอบโจทย์ของสังคมในหลายมิติ

มิติแรกคือเรื่องของการทำงานซึ่งเป็นการสร้างบัณฑิตให้ออกไปเป็นผู้ประกอบวิชาชีพตามศาสตร์ที่เรียนมา จึงเป็นผู้ที่มีความจำเป็นต้องมีใบอนุญาตประกอบอาชีพตามที่สภาวิชาชีพกำหนด อีกส่วนหนึ่งคือการสร้างบัณฑิตให้ออกไปเป็นนักวิชาการ เพื่อการพัฒนาศาสตร์แห่งวิชาชีพนั้นให้ก้าวหน้าและไม่มีความจำเป็นต้องมีใบประกอบวิชาชีพ

ในมิติต่อมาคือเรื่องของการพัฒนาศักยภาพของคนให้กับสังคม สถานศึกษาจะต้องพัฒนาศักยภาพของบัณฑิตในหลายลักษณะคือ บัณฑิตที่มีศักยภาพสูงเทียบได้กับบัณฑิตที่มีคุณภาพสูงในระดับโลก เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศในการแข่งขัน บัณฑิตที่สามารถเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีในองค์กรที่ตนสังกัด เพื่อการพัฒนาภาคการผลิตและบริการในสังคมให้เข้มแข็ง และบัณฑิตที่สามารถนำความรู้ความสามารถของตนไปเป็นผู้ประกอบการ เพื่อทำให้ประเทศมีเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่มาจากฐานความรู้ทางด้านวิชาการ

การศึกษาเพื่อพัฒนาบัณฑิตให้เป็นผู้สามารถทำการค้นคว้าและศึกษาด้วยตนเองได้ตลอดชีวิต ยังเป็นอีกภารกิจที่มีความสำคัญ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของวิชาเรียน หรือเรื่องของเนื้อหารายละเอียดของวิชาที่จะต้องกำหนดในหลักสูตร หากแต่เป็นเรื่องของการสร้างกระบวนการเรียนรู้ ที่สถานศึกษาจะต้องพัฒนาขึ้นมาให้สอดคล้องกับการเรียนการสอน ที่ไม่ใช่การมุ่งเน้นเฉพาะแต่การเรียนการสอนด้วยกระดานดำและชอล์กเท่านั้น

ดังนั้น การที่สภาวิชาชีพมีความประสงค์จะรับรองปริญญา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตร ด้วยวิธีการประเมินหลักสูตร สภาวิชาชีพควรสร้างกระบวนการประเมินผลของหลักสูตรที่เกิดขึ้นกับบัณฑิตด้วย กล่าวคือสภาวิชาชีพควรติดตามว่าบัณฑิตที่จบหลักสูตรแล้วทำงานมีคุณภาพเป็นอย่างไรซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เหลือบ่ากว่าแรง เพราะผู้ประกอบวิชาชีพทุกคนต้องอยู่ภายใต้การกำกับของสภาวิชาชีพอยู่แล้ว

หากว่า เราจะทำความเข้าเรื่องนี้ในรูปแบบของการแบ่งหน้าที่การทำงานเพื่อการพัฒนาสถานศึกษาต้องทำหน้าที่ในการพัฒนาวิชาการเพื่อการพัฒนาบัณฑิตให้ตอบโจทย์ของสังคมและประเทศชาติ สภาวิชาชีพต้องทำหน้าที่ในการกำกับผู้ประกอบวิชาชีพที่เป็นผลมาจากสถานศึกษาให้ได้ผล

ปัจจุบัน ในภาวะที่สังคมไทยโหยหาการศึกษาที่ดีกว่าเดิม การจัดระเบียบการทำงานระหว่างสถานศึกษา และสภาวิชาชีพ น่าจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องการการปฏิรูป