คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ที่มี สมชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน
เริ่มได้รับข้อเสนอการปฏิรูปเศรษฐกิจในหลายด้าน ๆ หนึ่งในข้อเสนอคือ การหาหนยับยั้งการใช้นโยบายทางเศรษฐกิจที่ไม่ถูกต้องของนักการเมือง ที่ทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ
+++ โดยเฉพาะแนวทางการป้องกัน "นโยบายประชานิยม" หากรัฐบาลจะดำเนินนโยบายหรือโครงการใด ๆ จะต้องชี้แจงต้นทุนทางเศรษฐกิจและต้นทุนทางสังคม ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวว่ามีมูลค่าเท่าใด เพราะนโยบายประชานิยมที่ไม่คำนึงถึงผลระยะยาว จะต้องมีการกำหนดว่า หากจะเสนอโครงการที่สร้างความนิยมในหมู่ประชาชนต้องบอกด้วยว่าโครงการเหล่านี้เป็นต้นทุนของรัฐบาล และต้นทุนของสังคมในระยะยาวอย่างไร ต้องมีหลักประกัน และต้องมีคนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
+++ "นโยบายประชานิยม" สำหรับรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ถูกมองใน "แง่ลบ" เพราะถูกมองว่าเป็นการออกนโยบายมาเพื่อหวังผล "คะแนนนิยมทางการเมือง" โดยใช้ความนิยมชมชอบของประชาชนเป็น "ตัวประกัน" และสิ่งที่แฝงมากับนโยบายประชานิยมก็คือ "ทุจริตคอร์รัปชัน" จนเกิดคำว่า "คอร์รัปชันเชิงนโยบาย" ขึ้นมา
+++ "นโยบายประชานิยม" ที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติมากมายเป็นประวัติการณ์ ก็คือ "โครงการรับจำนำข้าว" ที่มีมูลค่าความเสียหายงบประมาณแผ่นดินกว่า 6-7 แสนล้านบาท เงินจำนวนนี้เชื่อว่ามี "ขบวนการซิกแซก" เข้ากระเป๋า "นักการเมือง" นับแสน ๆ ล้านเช่นกัน
+++ เพราะฉะนั้น หากหาหนทางลดความ "สูญเสีย" จากนโยบายประชานิยมได้ ก็เท่ากับจะทำให้ลดการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินของประเทศชาติได้ ที่สำคัญยังจะช่วยลดการ "ทุจริตคอร์รัปชัน" ของนักการเมืองได้อีกด้วย
+++ ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย.นี้ ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีวาระพิจารณากรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 2542
+++ ข้อเสนอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวล้วนเป็นการ "เพิ่มเขี้ยวเล็บ" ให้กับ ป.ป.ช. อาทิ การไม่นับช่วงเวลาหลบหนีคดีทุจริตรวมในอายุความในทุกขั้นตอน จากเดิมที่กำหนดเฉพาะระหว่างดำเนินคดี ไม่ครอบคลุมถึงชั้นศาล, กรณีนักการเมืองไม่แจ้งบัญชีทรัพย์สิน หรือแจ้งเป็นเท็จ-ปกปิด จะถูกห้ามเล่นการเมืองตลอดชีวิต จากเดิมแค่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี, ให้เปิดเผยบัญชีทรัพย์สินข้าราชการการเมืองอื่น และผู้บริหารท้องถิ่นด้วย จากเดิมเปิดเผยเฉพาะ นายกฯ, รัฐมนตรี, ส.ส. และ ส.ว., ให้ลงโทษทางวินัยข้าราชการตามที่ ป.ป.ช.มีมติ แม้ต้นสังกัดเคยมีคำสั่งแล้ว แต่เดิมไม่ได้กำหนดไว้ และกำหนดบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่เรียกรับสินบน โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต จากเดิมไม่ได้กำหนดไว้
+++ แต่ไม่แน่ใจว่าการเสนอขอแก้ไขกฎหมายดังกล่าวจะถูกชะลอ หรือผ่านการพิจารณาของ สนช.หรือไม่ เพราะล่าสุด วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่า ได้บอกกับป.ป.ช.ไปว่าขอให้ระวังว่าอย่าไปแก้ไขอะไรมาก เพราะอาจจะไม่ตรงกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเตรียมที่จะยกร่าง ยังไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะให้มีป.ป.ช.อยู่หรือไม่ หรือให้ป.ป.ช.มีอำนาจอย่างไรบ้าง แต่ถ้าจำเป็นต้องแก้ไขพ.ร.บ.ดังกล่าวเพื่อเอื้ออำนวยการทำงานเฉพาะหน้าของป.ป.ช.ในช่วง 1 ปีนี้ ก็สามารถทำได้ เพียงแต่ประเด็นใดที่จะเป็นการผูกมัดระยะยาว ก็ควรรอดูหน้าตาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนว่าจะออกแบบให้ป.ป.ช.ทำอะไรได้บ้าง
+++ เมื่อ "มือกฎหมายของรัฐบาล" ออกมาส่งซิกอย่างนี้แล้ว ป.ป.ช. หรือ สนช.ยังจะเดินหน้าต่อหรือไม่ ต้องคอยดูกัน






