วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การปฏิรูปประเทศ แค่ผู้เชี่ยวชาญไม่พอ

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดสัมมนาวิชาการประจำปี 2557 ในหัวข้อ

"ประเทศไทยในสามทศวรรษหน้า 4 ความท้าทายเพื่อการเติบโตอย่างมีคุณภาพ" ซึ่งหากพิจารณาหัวข้อจะเห็นได้ว่าทีดีอาร์ไอเห็นว่าหากต้องการเติบโตอย่างมีคุณภาพ จะต้องประกอบด้วย 4 ด้าน คือ การเติบโตอย่างมีพลวัต การเติบโตอย่างยั่งยืน การเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และการเติบโตอย่างเป็น โดยแต่ละเรื่องนั้นรายละเอียดค่อนข้างมาก และในที่สุดแล้วทั้ง 4 ด้านก็ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพียงแต่การแบ่งประเด็นออกมาเป็นประโยชน์ในเชิงวิเคราะห์เท่านั้น

หัวข้อสัมมนาของทีดีอาร์ไอ ถือว่าเป็นกระแสเดียวกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยขณะนี้ คือ การปฏิรูปประเทศ ซึ่งหากใครได้ติดตามการทำงานของรัฐบาลและสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รวมทั้งความเห็นของบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างๆ จะเห็นว่าประเทศไทยมีเรื่องต้องทำอีกมากมาย ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลจะสามารถทำได้เสร็จในกรอบเวลาเพียง 1 ปีตามวาระรัฐบาล โดยขณะนี้กำลังคิดอ่านกันว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความตื่นตัวและความต่อเนื่องการปฏิรูปประเทศ แม้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล หากแนวทางการปฏิรูปที่กำลังจะเกิดขึ้นอยู่นี้เป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ประเด็นปัญหาในขณะนี้คือ เราจะหาข้อสรุปอย่างไรว่าการปฏิรูปแบบไหน และในแต่ละประเด็นจะทำอย่างไร เพราะขณะนี้มีความเห็นต่างกันมากมายในแต่ละเรื่อง ซึ่งแน่นอนว่าแนวทางต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นนั้นมีการตั้งคณะกรรมการต่างๆ ขึ้นมาศึกษาก่อนได้ข้อสรุป แต่เราจะมั่นใจอย่างไรว่าเป็นแนวทางที่ดีและเป็นไปตามเป้าหมายเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ซึ่งขณะนี้ ดูเหมือนว่าคณะกรรมการแต่ละชุดที่ตั้งขึ้นมานั้น ล้วนแต่อ้างว่ามาจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญและผู้รู้ในสาขาเฉพาะวิชา แต่เราจะมั่นใจอย่างไรว่าจะเป็นสิ่งที่ดีกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ

หากติดตามการทำงานของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นระดับรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จะเห็นได้ว่าล้วนแต่ประกอบด้วยบรรดาผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาวิชามากมาย แต่สังคมไทยก็เคยมีบทเรียนจากอดีตมาแล้วว่าแผนการพัฒนาประเทศที่ผ่านมานั้น ก็ล้วนแต่เกิดจากผู้เชี่ยวชาญทั้งสิ้น แต่แผนการพัฒนาเหล่านี้ก็ได้สร้างผลกระทบจนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งเราต้องกลับมานั่งคิดนั่งทบทวนกันใหม่ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น และกำลังคิดอ่านเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากการพัฒนาในอดีต ซึ่งคนยุคนี้ประณามว่าเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่ล้มเหลวเชิงสังคม

ในเมื่อเราต้องการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ สิ่งที่ต้องทำคือการวางแผนที่ใช้ความรู้ของคนกลุ่มอื่น มากกว่าบรรดาผู้เชี่ยวชาญที่มีการแต่งตั้งขึ้นมา หรือ เราอาจต้องหาช่องทางให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้างมากที่สุด โดยไม่จำกัดเฉพาะผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น หากการปฏิรูปประเทศดำเนินไปอย่างรีบเร่งและขีดวงในการวางแผนเฉพาะผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แผนการปฏิรูปก็มีความสุ่มเสี่ยงกับที่เคยเกิดขึ้นมาในอดีต กล่าวคือ เป็นการวางแผนจากมุมมองด้านเดียวจากส่วนกลาง ดังนั้น การเปิดกว้างรับความคิดเห็นอื่นไม่ใช่เป็นกระแสการต่อต้านเสมอไป แต่เป็นเสียงเตือนว่าอาจเกิดปัญหาขึ้นในอนาคต