วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

จาก 'มองตะวันออก' สู่ 'รุกตะวันออก' ของอินเดีย

สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ นรม. โมดี เดินสายเยือนเอเชียตะวันออกเป็นครั้งที่สอง ได้แก่ พม่า ออสเตรเลีย และฟิจิ

หลังจากที่เยือนญี่ปุ่นเมื่อเดือน ก.ย. 2557

การเยือนพม่าครั้งนี้เพื่อเข้าร่วมประชุมสุดยอดกับผู้นำอาเซียน และพบปะกับผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่มาร่วมประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (EAS) ส่วนการเยือนออสเตรเลียก็เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่มประเทศ G20 ที่นครบริสเบน ก่อนที่จะพบกับ นรม. ออสเตรเลียอีกครั้งที่กรุงแคนเบอร์ร่า และเดินสายพบชุมชนอินเดียโพ้นทะเลตามเมืองใหญ่เช่น ซิดนีย์ เมลเบอร์น และบินไปฟิจิซึ่งปัจจุบันมีสัดส่วนคนเชื้อสายอินเดียที่อังกฤษเอาไปทำงานตั้งแต่ช่วงเป็นเจ้าอาณานิคมประมาณร้อยละ 46 หรือพอ ๆ กับสัดส่วนของชาวพื้นเมืองไปแล้ว

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การเข้าร่วมประชุมสุดยอดกับอาเซียนและการพบปะทวิภาคีกับผู้นำอาเซียนหลายประเทศ ได้แก่ นรม. ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ ประธานาธิบดีพม่าและสุลต่านของบรูไน ดารุสซาลาม ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่านโยบาย “มองตะวันออก (Look East)” ที่เริ่มในสมัยรัฐบาลของพรรค BJP ชุดสุดท้ายนำโดยนายอตัล พิหารี วัชปายี (Atal Bihari Vajpayee) ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลของพรรคคองเกรสเมื่อปี 2547 กำลังเข้าสู่ขั้นที่ 2 ที่พรรค BJP ต้องการกลับมาสานต่ออีกครั้ง นั่นคือการ “รุกตะวันออก (Act East)”

เท่าที่ติดตามข่าวในสื่อมวลชนอินเดีย การมาเยือนอาเซียนของโมดีครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างสูง สถานะของโมดีได้รับการยอมรับทั้งจากมวลชนอินเดียเองและจากผู้นำต่างประเทศ ประธานาธิบดีโอบามาถึงกับกล่าวทักทายนายโมดีว่าเป็นผู้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับอินเดีย (A Man of Action) นรม. ประยุทธ์ของไทยก็ยังกล่าวชื่นชมนโยบาย “ทำในอินเดีย (Make in India)” ที่จะผลักดันให้ต่างชาติเข้าไปลงทุนใช้อินเดียเป็นฐานการผลิตสินค้าป้อนตลาดอินเดียและส่งออก นรม. สิงคโปร์ก็กล่าวสนับสนุนการสร้างเมืองอัจฉริยะ (Smart Cities) ในอินเดียและพร้อมเข้าไปร่วมพัฒนาการท่องเที่ยวในอินเดีย ตัวนายโมดีเองก็ใช้สื่อดิจิทัลทุกประเภทสื่อสารกับประชาชนอินเดีย หลังจากที่ขึ้นทวิตเตอร์พูดถึงการพบผู้นำต่างๆ เป็นครั้งแรกก็มีผู้สนใจติดตามทวิตเตอร์ของนายโมดีทันทีในนาทีแรกถึง 38,000 คน

นโยบายของอินเดียต่ออาเซียนในยุคนี้ชัดเจนมาก ภายใต้สโลแกน 3 C ได้แก่ การค้า (Commerce) วัฒนธรรม (Culture) และการเชื่อมโยง (Connectivity)

ปัจจุบันการค้าระหว่างอินเดียกับอาเซียนมีมูลค่ากว่า 79 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อินเดียเป็นฝ่ายขาดดุลการค้ากับอาเซียนประมาณ 4.42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ความตกลง FTA กับอาเซียนมีผลเมื่อปี ค.ศ. 2003 อินเดียก็บ่นว่าอินเดียเสียเปรียบดุลการค้ากับอาเซียนเพิ่มขึ้นทุกปี ในขณะนี้จึงต้องการเจรจาทบทวนความตกลง FTA ด้านสินค้ากับอาเซียน ในขณะเดียวกันก็เพิ่งลงนามความตกลง FTA ด้านบริการและการลงทุนกับอาเซียน โดยหวังว่าจะสามารถส่งออกแรงงานมีฝีมือ (Professional workers) ด้าน IT และบัญชีมาทำงานในอาเซียนได้มากขึ้น ทั้งอินเดียและอาเซียนต่างก็ตั้งเป้าหมายที่จะเพิ่มมูลค่าการค้าสองฝ่ายขึ้นเป็น 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปีหน้า (ค.ศ. 2015) ซึ่งแน่นอนอินเดียก็หวังว่าจะสามารถส่งสินค้าออกไปยังอาเซียนได้มากขึ้น และลดการขาดดุลการค้าลง ส่วนการเจรจาความตกลง FTA ระหว่างอินเดียกับไทยก็ได้ถูกประกาศให้แช่แข็ง (Freeze) เอาไว้ก่อน หลังจากเจรจากันมากว่า 10 ปีแล้วยังไม่คืบหน้า

ในด้านวัฒนธรรมนั้น เป็นการเชื่อมความผูกพันทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ศาสนาและภาษาเข้าด้วยกันอีกครั้ง หลังจากในยุคล่าอาณานิคมทำให้เราห่างเหินอินเดีย เรากลับไปรับรู้และสนใจประเทศตะวันตกโดยลืมรากเหง้าวัฒนธรรมที่ได้รับมาจากชมพูทวีป รามเกียรติ์ถูกแทนที่ด้วยเรื่องราวของเทพนิยายกรีกและซินเดอเรลล่า ตอนนี้อินเดียจึงต้องการรุกกลับในด้านการท่องเที่ยวโดยชูเรื่องวัฒนธรรมและศาสนา นายโมดีต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงพุทธให้ขยายไม่เฉพาะในเขตสังเวชนียสถาน แต่ต้องการให้ไปถึงรัฐคุชราตทางตะวันตกของตนด้วย ทั้ง ๆ ที่อินเดียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายและล้ำลึกในด้านวัฒนธรรมมากว่า 5,000 ปี มีสถานที่ที่เป็นมรดกโลกกว่า 30 แห่ง แต่ในปี 2556 ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยือนอินเดียเพียง 6.97 ล้านคน

ในช่วงที่เจอกันที่พม่า นรม. ลี เซียนลุง ของสิงคโปร์แสดงความพร้อมที่จะเข้าไปช่วยพัฒนาเรื่องการท่องเที่ยวให้อินเดีย ซึ่งทำให้ผมรู้สึกว่า ปีหนึ่งๆ คนไทยมาเที่ยวอินเดียเกือบ 1 แสนคน ส่วนใหญ่มาแสวงบุญในเขตสังเวชนียสถาน แต่กลับไม่ค่อยมีผู้ประกอบการไทยสนใจเข้ามาพัฒนาการท่องเที่ยวกับอินเดียมากนัก และคงเป็นที่น่าเสียดายหากต่อไปเราจะเห็นคนไทยมาเที่ยวอินเดีย แต่ต้องจ่ายค่าโรงแรม ค่ารถและบริการท่องเที่ยวให้กับบริษัทสัญชาติสิงคโปร์แทนที่จะเป็นบริษัทของคนไทยด้วยกัน

การเชื่อมโยงก็เป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ทั้งสองภูมิภาคใกล้ชิดกันมากขึ้น อินเดียนั้นมองตนเองเป็นจุดศูนย์กลางในเอเชียใต้ การขนส่งสินค้าทางทะเลกว่าร้อยละ 40 และการขนส่งน้ำมันกว่าร้อยละ 80 ต้องผ่าน มหาสมุทรอินเดีย อินเดียจึงต้องการสร้างบรรยากาศของความมั่นคงทางทะเลผ่านความร่วมมือมากกว่าที่จะเห็นความขัดแย้งทางทะเลที่อาเซียนกำลังประสบกับจีน ทั้งไทยและอินเดียต่างก็ต้องการพัฒนาเส้นทางการเดินเรือโดยใช้ประโยชน์จากท่าเรือทวายซึ่งจะย่นระยะทางและหลีกเลี่ยงความแออัดในช่องแคบมะละกาได้

ส่วนความเชื่อมโยงทางบกนั้นก็เป็นการเปิดทางออกให้กับภูมิภาคตะวันออกของอินเดียซึ่งเปรียบเสมือนแลนด์ล็อกและมีประชากรเชื้อสายคล้ายคลึงกับอาเซียนมากกว่าอินเดียตะวันตกให้สามารถพัฒนาตนเองโดยเหมือนกับที่จีนตอนใต้ เช่น คุนหมิง ได้รับประโยชน์จากการค้าลงมาสู่ทางใต้เชื่อมโยงพม่า ลาว และไทย ผู้ที่น่าจะเป็นพันธมิตรกับอินเดียได้ดีที่สุดคือไทย ซึ่งเปรียบเสมือนสี่แยกของสุวรรณภูมิ แต่จนปัจจุบันก็ยังมีความคืบหน้าน้อยมาก ปัญหาหลักก็คือเราคงต้องเข้าไปช่วยเหลือพม่าลงทุนปรับปรุงโครงข่ายคมนาคมเพื่อให้สามารถเดินทางมาถึงชายแดนไทยได้สะดวกขึ้น ซึ่งหากทำได้สำเร็จก็จะช่วยเสริมสถานภาพของเราให้กลายเป็นตลาดกลางของการค้าขายกับอินเดียแข่งกับสิงคโปร์ได้

โจทย์ของอินเดียที่จะรุกเอเชียตะวันออกนั้นชัดเจนแล้ว อยู่ที่ไทยจะเป็นผู้ให้คำตอบได้หรือไม่ หรือรอให้ประเทศอาเซียนอื่นมาเสนอคำตอบแทนเรา