รัฐธรรมนูญไทยปี 2540 และ 2550 เขียนเรื่องสิทธิประชาชน และนโยบายพื้นฐานของรัฐไว้ดีพอสมควร
แต่เป็นการเขียนกว้างๆ ลอยๆ และไม่มีผลในทางบังคับใช้จริง จึงไม่ต่างไปจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ หรือนโยบายพรรคการเมืองที่เขียนไว้หรูๆ แต่ไม่มีใครสนใจที่จะปฏิบัติตาม เพราะไม่กำหนดเป็นรูปธรรมที่มีรายละเอียดชัดเจน ไม่กำหนดระยะเวลาที่จะต้องทำ ไม่กำหนดบทลงโทษหรือบทบังคับใช้ว่าถ้าภาครัฐไม่ทำตามมาตราต่างๆ ประชาชนจะไปร้องเรียนหรือไปฟ้องร้องได้ที่ไหน อย่างไร
ประเด็นที่ประชาชนอยากได้ จึงไม่ใช่ว่าควรใส่อะไรไว้ในรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่จะต้องเขียนรัฐธรรมนูญให้มีผลบังคับใช้ตามเจตนารมณ์จริง โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์และแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ ควรเขียนให้ชัดเจนว่ารัฐต้องทำอะไร อย่างไร ที่ไหน ภายในระยะเวลาเท่าไหร่ กรณีที่ต้องออกกฎหมายประกอบต้องระบุไปเลยว่าต้องทำให้เสร็จภายใน 1 ปี และถ้ารัฐบาลไหนไม่ทำตาม ประชาชนมีสิทธิร้องเรียนหรือฟ้องร้อง หรือเข้าชื่อขอให้มีการลงประชามติเพื่อถอดถอนรัฐบาลหรือให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ ประชาชนจะได้สนใจและพิทักษ์หวงแหนรัฐธรรมนูญในฐานะที่เป็นกฎหมายสูงสุดเป็นกติการ่วมกันของคนทั้งแผ่นดิน
ปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งคือ กองทัพยังมีโอกาสในการทำรัฐประหารยกเลิกรัฐธรรมนูญ และเราต้องมาตั้งต้นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีก ทั้งๆ ที่มักจะใช้นักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์หน้าเดิมๆ ร่าง น่าจะเขียนเป็นบทเฉพาะกาลให้มีอายุสัก 5-10 ปี ว่ากรณีที่เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่มีการชุมนุมประท้วงยืดเยื้อ เกิดความรุนแรงที่รัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ ให้ประชาชนเข้าชื่อขอลงประชามติให้มีการถอดถอนรัฐบาล จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้หรือไม่ก็ให้สภากลาโหมประชุมร่วมกับประธานศาลฎีกา องค์กรอิสระ เช่น ผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลรัฐธรรมนูญ ลงมติให้มีการถอดถอนรัฐบาล จัดตั้งรัฐบาลรักษาการเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ได้เราจะได้มีทางออกอื่น
รัฐธรรมนูญนั้นถือเป็นกฎหมายสูงสุดที่อยู่เหนือกฎหมายอื่นๆ แต่ผู้พิพากษาไทยซึ่งได้รับการศึกษาแบบท่องจำตัวบทและหลายคนก็มีแนวคิดเก่าคับแคบ ยังยึดตัวบทกฎหมายอื่นๆ มากกว่ารัฐธรรมนูญ เพราะเห็นกฎหมายอื่นชัดเจนกว่ารัฐธรรมนูญซึ่งเขียนไว้กว้างๆ ทั้งๆ ที่กฎหมายเก่าหลายฉบับล้าสมัย และขัดแย้งรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเราควรเขียนมาตรานี้ไว้ “ผู้พิพากษาทุกคนมีพันธกรณีในการเคารพและทำให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ กฎหมายใดๆ ที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่าเป็นโมฆะ”
ในเรื่องสิทธิประโยชน์ รัฐธรรมนูญของบางประเทศ เช่น เวเนซุเอลาเขียนไว้ชัดเจน ซึ่งเราน่าจะเขียนแบบเขา ตัวอย่างเช่น
มาตรา 23 สนธิสัญญา อนุสัญญา และกติการะหว่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนที่มีผลบังคับใช้ และรัฐบาลได้ลงนามหรือให้สัตยาบัน ถือว่าเป็นกฎหมายที่มีสถานะเท่าเทียมกับรัฐธรรมนูญ และมีอำนาจบังคับใช้เหนือกว่ากฎหมายภายในประเทศ ฯลฯ
นี่คือมาตรฐานสากลที่ส่วนใหญ่รัฐบาลไทยไปเซ็นยอมรับไว้กับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ สหประชาชาติ และองค์กรอื่นๆ แต่นักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐไทย ไม่ได้สนใจปฏิบัติตาม ผู้พิพากษาไทยก็ไม่สนใจ ไม่ค่อยมีความรู้ในเรื่องเหล่านี้ ยังอ้างอิงแต่กฎหมายไทยที่ล้าสมัยกว่า และทำให้แรงงาน และประชาชนอื่นๆ เสียเปรียบ ในเรื่องสิทธิประโยชน์ที่พวกเขาควรได้รับ
เรื่องสิทธิแรงงาน สิทธิทางเศรษฐกิจสังคมของพลเมือง รัฐธรรมนูญควรเขียนคุ้มครองเรื่องสิทธิในการจัดตั้งสหภาพแรงงาน สมาคม สหพันธ์ เกษตรกร สมาคมอาชีพต่างๆ นายจ้างหรือเจ้าหน้าที่รัฐจะขัดขวางหรือกลั่นแกล้ง บ่อนทำลายไม่ได้ ควรจะมีบทลงโทษ หรือมีหน่วยงานกลางที่เป็นอิสระให้ประชาชนร้องเรียนได้ ควรต้องจัดสรรงบประมาณ กำลังพล ให้องค์กรอิสระต่างๆ เพิ่มขึ้น ถ้ามีปัญหาเรื่องที่มาและคุณภาพก็ควรปฏิรูปองค์กรเหล่านี้ไม่ใช่คิดยุบตามแนวคิดนักการเมืองที่ไม่ต้องการให้ใครมาตรวจสอบคานอำนาจพวกตน
รัฐธรรมนูญของเวเนซุเอลา เขียนปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชนส่วนใหญ่อย่างชัดเจน เช่น มาตรา 73 การทำสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ข้อตกลงหรือการให้สัตยาบัน กติการะหว่างประเทศที่อาจจะมีผลกระทบต่ออธิปไตยของชาติหรือการโอนอำนาจให้กับองค์กรเหนือรัฐ (รัฐวิสาหกิจและการแปรรูป) จะต้องผ่านการลงประชามติโดยประชาชนทั้งประเทศ
มาตรา 301 รัฐสงวนสิทธิ์ในการใช้นโยบายการค้าเพื่อปกป้องเศรษฐกิจของสาธารณะและธุรกิจของชาวเวเนซุเอลา การลงทุนธุรกิจบริษัทและเอกชน ชาวต่างชาติจะไม่ดีรับอนุญาตหรือรับสิทธิใดๆ มากกว่าที่ประชาชนชาวเวเนซุเอลาได้รับ
ปัญหาของไทย เช่น การให้สิทธิพิเศษยกเว้นหรือลดหย่อนภาษี นักลงทุนต่างประเทศผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยอ้างว่าประเทศไทยมีทุนน้อยต้องจูงใจให้นักลงทุนต่างชาติมาลงทุนมากๆ ทั้งๆ ที่นักลงทุนไทยก็มีเยอะ แต่ได้รับสิทธิพิเศษน้อยกว่า รวมทั้งเจอปัญหาทุจริตฉ้อฉลของเจ้าหน้าที่รัฐ (รวมนักการเมือง) ควรทบทวนยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีให้นักลงทุนเฉพาะเรื่องที่จำเป็นจริงๆ ไม่ใช่ให้ทุกเรื่อง และในกรณีที่จะให้ก็ต้องให้สิทธิกับนักลงทุนไทยเช่นเดียวกัน
รัฐธรรมนูญเวเนซุเอลา มาตรา 307 การถือครองที่ดินขนาดใหญ่ เป็นการขัดผลประโยชน์ของสังคม มาตราทางภาษีต้องนำมาใช้เพื่อขัดขวางการถือครองประเภทนี้ รวมทั้งมาตรการอื่นๆ เพื่อนำที่ดินเหล่านี้มาทำประโยชน์ เกษตรกรมีสิทธิในการเป็นเจ้าของที่ดินทำกิน
มาตรา 308 รัฐจะปกป้องและสนับสนุนอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขนาดกลาง สหกรณ์ ธุรกิจของครอบครัว และธุรกิจของชุมชน เพื่อเป็นการสร้างงาน เพิ่มกำลังซื้อภายในประเทศและสร้างความเข้มแข็งให้กับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศรัฐมีหน้าที่จัดหาเงินทุนให้
ของไทยควรเขียนให้ชัดเพิ่มขึ้นว่าจะช่วยพัฒนาเรื่องการศึกษา การพัฒนาอาชีพ การจัดตั้งระบบสหกรณ์ ฯลฯ ให้ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจนระดับชีวิตความเป็นอยู่ให้พอมีพอกินมีใช้อย่างพอเพียงได้อย่างไร
รัฐธรรมนูญเวเนซุเอลาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รู้จักเรียนรู้อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะมาตราเกี่ยวกับเรื่องสิทธิประชาชนนั้น มีการตีพิมพ์ลงบนกล่อง หีบห่อ ซองสินค้าต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้อย่างแพร่หลายด้วย นอกจากการให้ความรู้ประชาชนทางอื่นๆ ทำให้ประชาชนเข้าใจ สนใจ ดูแล ปกป้องสิทธิของตน ในมาตรา 333 ในกรณีที่มีการยุติการใช้ด้วยอำนาจที่ไม่เป็นธรรม ประชาชนทุกคนมีหน้าที่ต้องต่อสู้เพื่อนำกลับมาใช้ใหม่
ฟังดูเหมือนเป็นอุดมคติไม่น่าเป็นไปได้ แต่ประชาชนตื่นตัวมากก็เป็นไปได้ นายทหารกลุ่มหนึ่งที่เคยพยายามจะทำรัฐประหารจับตัวประธานาธิบดีชาเวซไปขังไว้ และแต่งตั้งรัฐบาลใหม่เคยล้มเหลวมาแล้ว เมื่อประชาชนจำนวนมากออกมาประท้วง และนายทหารบางส่วนไม่เข้าข้างฝ่ายที่ทำรัฐประหารรัฐธรรมนูญไทยคงไม่กล้าเขียนขนาดนี้ แต่น่าจะเขียนเบากว่านี้นิดหน่อยได้ แต่ยึดหลักการนี้ไว้ เช่นเขียนว่าให้ประชาชนลงประชามติเปลี่ยนรัฐบาลและหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ เมื่อร่างเสร็จแล้วต้องผ่านการลงประชามติอีกครั้ง






