วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเป็นเจ้าภาพประชุมอาเซียนของเมียนมาร์ : นัยต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย

เมียนมาร์กำลังเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 25

ซึ่งจัดขึ้นพร้อมกับการประชุมผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา (อาเซียน+1) หลายประเทศ การประชุมผู้นำอาเซียนกับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ (อาเซียน+3) และการประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก (East Asia Summit) ระหว่างวันที่ 10-14 พ.ย. 2557 ณ กรุงเนปิดอว์ นอกเหนือจากเมียนมาร์จะได้ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมอาเซียนแล้ว ยังจะได้ต้อนรับ ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย ที่มาร่วมประชุมด้วย น่าสนใจว่าการเป็นเจ้าภาพในการประชุมครั้งนี้ จะส่งผลต่อกระบวนการพัฒนาไปสู่ประชาธิปไตยในเมียนมาร์อย่างไร

การดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนเป็นแรงกระตุ้นทางอ้อมให้รัฐบาลขับเคลื่อนกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย เพราะในฐานะประเทศเจ้าภาพ ย่อมต้องการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ดี และพยายามหลีกเลี่ยงคำวิพากษ์วิจารณ์เท่าที่จะเป็นไปได้ แน่นอนว่าประชาคมระหว่างประเทศยังคงเฝ้าดูความจริงจังและจริงใจของรัฐบาลเต็งเส่ง โดยมีความกังวลเรื่องความขัดแย้งทางชาติพันธุ์และศาสนาที่ปะทุขึ้นในรัฐอารากัน ข้อเรียกร้องแก้ไขรัฐธรรมธรรมนูญในมาตราที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของผู้ที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี การลงนามในข้อตกลงหยุดยิงและการสร้างสันติภาพอย่างแท้จริงกับชนกลุ่มน้อยต่างๆ ตลอดจนประเด็นเสรีภาพในการรายงานข่าวของสื่อมวลชน

ในห้วงของการประชุมสุดยอดอาเซียนนี้ รัฐบาลดำเนินมาตรการหลายอย่างเพื่อลดแรงกดดันจากภายนอก เช่นเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม ประธานาธิบดีเต็งเส่งได้จัดการประชุมร่วมกับนางอองซานซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้าน และผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นครั้งแรก เพื่อหารือเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง ซึ่งที่ประชุมเห็นชอบที่จะร่วมกันปฏิรูปประเทศและเจรจาสันติภาพให้สำเร็จก่อนการเลือกตั้งในปี 2558 อีกทั้งยังปล่อยนักโทษกว่า 3,000 คนซึ่งรวมถึงนายทหารอาวุโสผู้ใกล้ชิดกับอดีตนายกรัฐมนตรีขิ่นยุ้น ผู้ต้องหาในคดีคอร์รัปชันเมื่อหลายปีก่อน และล่าสุดรัฐสภาจะนำเรื่องการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราที่ปิดกั้นโอกาสของนางอองซานซูจีในการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีกลับมาหารืออีกครั้งหนึ่ง

การจัดประชุมร่วมกับผู้นำฝ่ายค้านครั้งนี้ เกิดขึ้นภายหลังจากที่ผู้นำเมียนมาร์ได้รับการติดต่อจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ต้องการเห็นการพัฒนาสู่ความเป็นประชาธิปไตยที่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย พร้อมแจ้งความต้องการที่จะพบนางอองซานซูจีอีกครั้ง หลังจากที่เคยพบกันเมื่อปลายปี 2555 นอกจากนั้น บริบททางการเมืองในประเทศที่มีความเสรีมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการรับรู้ข่าวสารของประชาชนที่มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้การเดินหมากของรัฐบาลที่เนปิดอว์จะถูกติดตามอย่างใกล้ชิด

ในขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียงของจีนแสดงท่าทีก่อนเดินทางเยือนและเข้าร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนครั้งนี้ว่า จีนต้องการส่งเสริมความร่วมมือกับเมียนมาร์ในกรอบ Comprehensive Strategic Cooperative Partner-ship ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายลงนามแล้วตั้งแต่ปี 2554 รวมถึงต้องการสานต่อความริเริ่มในโครงการเศรษฐกิจเส้นทางสายไหม ความสัมพันธ์ระหว่างเมียนมาร์กับจีนในปัจจุบัน มีความน่าสนใจว่าอาจเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการเป็นประชาธิปไตยในเมียนมาร์เช่นกัน จริงอยู่ที่จีนอาจจะมีความไม่พอใจเมียนมาร์ในเรื่องการระงับการก่อสร้างเขื่อนมิตโสน อันเนื่องมาจากผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม แต่ความสำคัญทางเศรษฐกิจของเมียนมาร์ที่มีต่อจีนไม่ว่าจะเป็นเส้นทางการส่งสินค้าออกสู่มหาสมุทรอินเดีย และตลาดส่งออกสินค้าจากมณฑลตอนในของจีน ประกอบกับการที่เมียนมาร์มีความใกล้ชิดกับสหรัฐและสหภาพยุโรปมากขึ้น ทำให้จีนจำต้องถอยห่าง และเปิดโอกาสให้ข้อเรียกร้องของภาคประชาชนในเมียนมาร์ มีอิทธิพลต่อการระงับโครงการลงทุนทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ ของจีน

นอกจากนั้นความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมาร์ ที่ถึงแม้ว่าโอกาสที่นางอองซานซูจีและพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) จะขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศจะมีเพียงน้อยนิด จีนคงไม่เสี่ยงเล่นไพ่ตอบโต้บทบาทอันขึงขังของรัฐบาลเต็งเส่ง ในขณะที่ยังไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับผู้นำฝ่ายค้านของเมียนมาร์ประเด็นนี้ดูจะมีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ หลังมีแหล่งข่าวจากพรรค NLD เปิดเผยว่านางอองซานซูจีจะเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเดือนธันวาคม ความจำเป็นของรัฐบาลจีนในการสร้างการติดต่อกับนางออกซานซูจีเฉกเช่นเดียวกับมหาอำนาจอื่นๆ เอื้อต่อบทบาทของนางซูจีที่เพิ่มมากขึ้นในการเมืองของเมียนมาร์

อย่างไรก็ตาม ทำอย่างไรที่รัฐบาลเมียนมาร์จะไม่ติดอยู่ในกับดักของเกมการเมืองของมหาอำนาจ สืบเนื่องจากการที่เมียนมาร์เป็นชาติที่ยึดมั่นในการทูตที่เป็นอิสระและเป็นกลาง มานับแต่ได้รับเอกราช ความใกล้ชิดกับมหาอำนาจใดมากจนเกิดไป อาจสร้างความไม่พอใจให้ กับภาคประชาชน ซึ่งเป็นดาบสองคมบั่นทอนพัฒนาการทางการเมืองที่เป็นอยู่ การดำเนินการทางการทูตในระดับพหุภาคีทั้งในกรอบอาเซียนและกรอบภูมิภาคนิยมอื่นๆ จึงน่าจะเป็นทางเลือกที่จะมีประโยชน์และสำคัญต่อการเพิ่มพูนความสามารถอำนาจและ โอกาสในการต่อรอง ของเมียนมาร์ พร้อมกับเป็นช่องทางป้องกันความหวาดระแวงระหว่างมหาอำนาจ และการต่อต้านจากภายใน กระนั้นเมียนมาร์จะต้องไม่ละเลยกับการสานต่อความร่วมมือระดับทวิภาคีกับประเทศเพื่อนบ้านควบคู่กัน เพื่อแก้ไขปัญหาความอ่อนไหวตามแนวชายแดนที่มีอยู่ เนื่องจากการเผชิญหน้าตามแนวชายแดนในอนาคต จะส่งผลลบต่อความราบรื่นในกระบวนการความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพในภูมิภาคในระยะยาว

ด้วยเงื่อนไขนี้เองที่รัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาร์โดยเฉพาะไทย ต้องวิเคราะห์ และใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์แสวงหาความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลเนปิดอว์ เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาชายแดนให้แล้วเสร็จในอนาคตอันใกล้