สิบแสงแห่งปลายอุโมงค์

สิบแสงแห่งปลายอุโมงค์

หากพอมีเวลาและโอกาส ผู้เขียนพยายามเข้าสัมมนาในงานต่าง ๆ เพื่อเปิดหูเปิดตาและฟังแนวคิดใหม่ ๆ ต่อยอดความรู้เดิม

ฉะนั้น เมื่อมีโอกาสเข้าร่วมงาน AEC+3 Summit and Expo ที่จัดโดยธนาคารกสิกรไทยนั้น ผู้เขียนไม่ลังเลที่จะเข้าร่วมและไม่ผิดหวังกับความรู้ที่ได้

แต่สิ่งที่ประทับใจ หาใช่เนื้อหาจากงานสัมมนา แต่เป็นบอร์ดที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า ที่ได้สรุป 10 ประเด็นที่จะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกในช่วงปีหน้า อันเป็นดั่งลำแสงฉายส่องให้เห็นโอกาสและความเสี่ยงในการลงทุนในอนาคต ซึ่งผู้เขียนได้นำมาปรับปรุงให้เห็นภาพและเข้าใจง่ายขึ้น ดังนี้

แสงที่หนึ่ง ได้แก่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจจีน กล่าวคือ เศรษฐกิจจีนในระยะต่อไปจะชะลอลง อันเป็นผลจากการเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจจากการเคลื่อนย้ายแรงงานราคาถึงจากภาคเกษตรมายังอุตสาหกรรม มาเป็นการผลิตที่เน้นทุนและเทคโนโลยีมากขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว แม้จะไม่ทำให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวอย่างก้าวกระโดดเช่นในอดีต แต่ก็จะทำให้จีนค่อย ๆ โตขึ้นอย่างมีคุณภาพ และสามารถก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจอันดับหนึ่ง แซงหน้าสหรัฐในปี 2025

ทั้งนี้ การเติบโตของจีนดังกล่าว จะมาพร้อมกับการเติบโตของชนชั้นกลาง และผู้บริโภคจำนวนมาก และจะเป็นตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคขนาดมหาศาล ทดแทนความต้องการโภคภัณฑ์และวัตถุดิบที่จะลดลงเป็นลำดับ

แสงที่สอง ได้แก่เศรษฐกิจสหรัฐ ที่จะยังเติบโตได้ต่อเนื่อง อันเป็นผลจากภาคอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนค่าขนส่งที่ถูกลงจากการขุดเจาะ Shale Gas/Oil นอกจากนั้นการปฏิรูปเศรษฐกิจจากที่เคยเน้นภาคอสังหาริมทรัพย์มาเป็นภาคเทคโนโลยีสารสนเทศ ก็จะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตสหรัฐสูงขึ้น และทำให้ความต้องการนำเข้าสินค้าของสหรัฐลดลงด้วย

PCageL0n.jpg

แสงที่สาม ได้แก่เศรษฐกิจยุโรปที่จะเข้าสู่ยุคความเสี่ยงของภาวะเงินฝืดยาวนาน หรือเป็นดั่ง “ทศวรรษที่หายไป” ดังเช่นที่ญี่ปุ่นเคยประสบในช่วงทศวรรษที่ 90 ต่อเนื่องถึง 2 ทศวรรษ ทั้งนี้ ทางการยุโรปจะต้องแก้ปัญหาดังกล่าวด้วยการอัดฉีดเม็ดเงินเพิ่มเติมผ่านมาตรการ QE ซึ่งจะทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าต่อเนื่องในระยะต่อไป

แสงที่สี่ ได้แก่แนวนโยบายการเงินโลกจะเข้าสู่ยุค “การอัดฉีดครั้งยิ่งใหญ่” อีกครั้ง โดยแม้ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะยุติการอัดฉีดรวมถึงขึ้นดอกเบี้ยในปีหน้า แต่ก็มีแนวโน้มที่จะล่าช้าออกไป เนื่องจากเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และญี่ปุ่น (BOJ) มีแนวโน้มจะอัดฉีดเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะยิ่งเป็นแรงกดดันให้เกิดกระแส “Yen & Euro Carry Trade” อันได้แก่การกู้เงินจากยุโรปและญี่ปุ่น ไปลงทุนในสหรัฐ ซึ่งจะทำให้ดอลลาร์แข็งค่า ขณะที่ยูโรและเยนอ่อนค่าต่อเนื่อง

แสงที่ห้า ได้แก่ความเสี่ยงเงินฝืด ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว ประกอบกับเศรษฐกิจจีนที่เคยเติบโตอย่างร้อนแรงชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์มีแนวโน้มตกต่ำยาวนาน ทั้งโลหะอุตสาหกรรม ธัญพืช โลหะมีค่า และเชื้อเพลิง อันจะทำให้การลงทุนในสินทรัพย์ดังกล่าวอาจไม่น่าสนใจนักในระยะต่อไป

แสงที่หก แม้เศรษฐกิจพัฒนาแล้วรวมถึงประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) จะชะลอ แต่โอกาสจะยังมีอยู่บ้างในประเทศตลาดแนวหน้า (Frontier Market) ทั้งในยุโรปตะวันออก ละตินอเมริกาบางประเทศ และในกลุ่มอินโดจีน จากทรัพยากรที่มั่งคั่ง ตลาดที่เริ่มเปิดกว้าง รวมถึงแรงงานราคาถูกจำนวนมาก อย่างไรก็ตามประเด็นเฉพาะในแต่ละประเทศโดยเฉพาะนโยบายของทางการ จะเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องจับตามอง

แสงที่เจ็ด ในส่วนของประเทศกำลังพัฒนาโดยรวมแม้จะมีความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอ ทำให้ความต้องการในสินค้าโภคภัณฑ์ อันเป็นสินค้าส่งออกหลักลดลง รวมถึงความเสี่ยงภาคการเงินที่มีมากขึ้นจากนโยบายกระตุ้นการใช้จ่าย ทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา แต่หากทางการในประเทศเหล่านี้ สามารถเปลี่ยนโมเดลการพัฒนาประเทศ รวมถึงใช้นโยบายการเงินการคลังช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจ ก็จะยังพอช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนได้ ทั้งนี้ แนวโน้มที่จะเห็นในระยะต่อไป คือค่าเงินของประเทศเหล่านี้จะมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในอนาคต

แสงที่แปด ได้แก่ปัจจัยเสี่ยงสำคัญในปีต่อไป ได้แก่ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งความเสี่ยงในยูเครน อิรัก ซีเรีย หมู่เกาะ Spratly ในทะเลจีนใต้ และพื้นที่เสี่ยงอื่น ๆ รวมถึงโอกาสที่การก่อการร้ายจากขบวนการ IS ในอิรักขยายสู่ระดับโลก นอกจากนั้น โรคระบาดที่สามารถแพร่ขยายทั่วโลกได้รวดเร็ว ก็นับเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตามองเช่นกัน

แสงที่เก้า ได้แก่ความสำคัญของ “ภูมิภาคนิยม” หรือการตั้งเขตเศรษฐกิจการค้าในภูมิภาคต่าง ๆ จะเป็นส่วนช่วยผลักดันให้การค้าและการลงทุนขยายตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระดับโลกอย่าง APEC TTIP และ TPP รวมถึงระดับภูมิภาคในเอเชียอย่าง AEC+3 และ GMS แต่ทั้งนี้ ความคืบหน้ารวมถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากการรวมกลุ่มนั้นขึ้นอยู่กับความตั้งใจจริงของทางการประเทศสมาชิกในการผลักดันความร่วมมือเป็นสำคัญ

แสงสุดท้าย ได้แก่การปรับเปลี่ยนความสมดุลทางเศรษฐกิจการเงินโลก จากเดิมที่จีนและเอเชีย รวมถึงประเทศในตะวันออกกลางเป็นประเทศส่งออกหลัก ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วเป็นผู้นำเข้าจนเกิดความไม่สมดุลนั้น ในปัจจุบันเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงแล้ว โดยประเทศพัฒนาแล้วเช่น สหรัฐและญี่ปุ่นนั้น เริ่มหันมาส่งออกมากขึ้น ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกหลักนั้นเริ่มลดการเกินดุลการค้าลง ซึ่งผลแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้เศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วจะเริ่มกลับมาร้อนแรงและเป็นกลจักรผลักดันเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ทำให้การลงทุนในประเทศพัฒนาแล้วโดยเฉพาะสหรัฐนั้นน่าสนใจ

ไม่ว่าสิบลำแสงที่ส่องจากปลายอุโมงค์นั้น จะเป็นแสงแห่งดวงอาทิตย์ที่เจิดจรัสหรือขบวนรถไฟด่วนที่จะเคลื่อนเข้ามาบดขยี้ แต่นักลงทุนต้องเตรียมพร้อมเสมอสำหรับโอกาสและความเสี่ยงที่จะมาถึงในไม่ช้า