นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดี กล่าวในระหว่างการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 22 ณ กรุงปักกิ่ง
สาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า ทางการจีนสามารถรับมือกับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจได้ และเห็นว่าจีนมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งคำกล่าวของนายสีอาจไม่ได้เป็นประเด็นใหม่มากนักในเกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน เพราะก่อนหน้านั้นทางการจีนได้ย้ำหลายครั้งว่าปัญหาเศรษฐกิจของจีน ซึ่งตลาดวิตกกังวลนั้นสามารถจัดการได้ และจีนก็พึงพอใจกับดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจของจีนที่ออกมา
อันที่จริง ความกังวลต่อปัญหาเศรษฐกิจมีมาโดยตลอด เนื่องจากเศรษฐกิจจีนขยายตัวต่อเนื่องมานาน และอยู่ในระดับที่ถือว่าสูงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆในโลก ส่งผลให้เศรษฐกิจมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนขึ้นสู่อันดับสองของโลกรองจากสหรัฐฯภายในระยะเวลาไม่กี่ปี และด้วยเหตุผลนี้เองทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาในจีน ส่งผลต่อเศรษฐกิจทั่วโลกด้วย เพราะจีนนอกจากจะเป็นตลาดสำคัญสำหรับสินค้าระดับโลกแล้ว ยังเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้วัตถุดิบจากทั่วโลกเพื่อใช้ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ด้วยความสำคัญของจีนต่อเศรษฐกิจโลกนี้เอง ทำให้เกิดการคาดการณ์หรือคาดเดาไปหลายทิศทาง ต่อเศรษฐกิจจีน หากดัชนีชี้วัดบางตัวแย่ลง ทำให้เกิดความวิตกกังวลว่าเศรษฐกิจของจีนกำลังเผชิญกับปัญหาสำคัญ เช่น ภาวะฟองสบู่ หรือแม้แต่ดัชนีภาคการผลิตลดลง ก็ตีความกันว่าเศรษฐกิจชะลอตัวและอาจส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก แต่อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะคาดเดากันถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ก็ปรากฏว่าเศรษฐกิจจีนก็ยังไม่เกิดวิกฤติอย่างที่กังวลกัน เพียงแต่ส่งผลกระทบในระยะสั้นเท่านั้น
ท่ามกลางปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นเอง จีนก็ยังดำเนินนโยบายต่อภายนอกไม่เปลี่ยนแปลง ยังมุ่งหน้าขยายเขตการค้าการลงทุนกับทุกภูมิภาคของโลก ในขณะที่ภายในเอง จีนก็มุ่งแก้ปัญหาและออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ทำให้ความเชื่อมั่นเริ่มดีขึ้น ดังจะเห็นได้จากการวิพากษ์วิจารณ์ หรือ แสดงความวิตกกังวลของตลาดเริ่มคลี่คลายลง แต่กลับมาตั้งคำถามว่าจีนสามารถรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่นี้ได้อย่างไร และมีหลักการบริหารจัดการอย่างไร
สำหรับเศรษฐกิจไทยก็มีปัญหาไม่ต่างกัน กล่าวคือทั้งปัญหาภายนอกและภายใน เพียงแต่ขนาดเศรษฐกิจและลักษณะสังคมการปกครองมีความต่างกัน แต่บทเรียนสำคัญจากจีนคือเขามีวิธีการจัดการกับวิกฤติที่เข้ามากระทบเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร เราเชื่อว่าแบบอย่างของวิธีการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นอาจเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับไทย ว่าเขามีหลักคิดตั้งแต่ต้นเกี่ยวกับเป้าหมายอย่างไร และแนวทางการแก้ปัญหาที่ออกมานั้นคิดมาจากฐานอะไร รวมถึงมาตรการที่ออกมา
หากเปรียบเทียบรัฐบาลของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ประกาศว่าต้องการปฏิรูปประเทศเพื่อวางแผนสำหรับอนาคตของประเทศในระยะต่อไป ก็จะเห็นว่าไม่มีความต่างกันในเรื่องของความรักชาติ แต่นโยบายที่จะปฏิบัติจริงและผลักดันออกมานั้นเป็นอย่างไร คงต้องมีการประเมินกันว่าบรรลุเป้าหมายหรือไม่ ซึ่งเราอาจต้องมาพิจารณากันอย่างจริงจังว่าทำไมเมื่อหลักการแก้ปัญหาไม่ต่างกัน แต่การดำเนินนโยบายและผลของนโยบายจึงต่างกัน





