วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

พลวัตเศรษฐกิจการเมืองยุคปฏิรูป (3)

ในช่วงปลายของสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงต่อเนื่องมาถึง ร. 6 มีปัญญาชนสยามอยู่คู่หนึ่งที่มีอิทธิพลทางความคิดต่อสังคม

และ ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองในเวลาต่อมา คือ เทียนวรรณ (ท.ว.ส. วรรณาโภ) กับ ก.ศ.ร. กุหลาบ (กุหลาบ ตฤษณานันท์) ทั้งสองท่านเป็นสามัญชนที่ได้รับการศึกษาแบบตะวันตก และ เป็นผลิตผลของ “ชนชั้นกลาง” ที่ขยายใหญ่จากผลการปฏิรูปในสมัยรัชกาลที่ 5

ทั้ง เทียนวรรณ และ ก.ศ.ร. กุหลาบ มีบทบาทอันเข้มแข็งในการเผยแพร่ความคิดประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ รวมทั้งการปลุกเร้าลัทธิชาตินิยมให้เกิดขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่เทียนวรรณ ถือเป็น ต้นแบบของปัญญาชนนักหนังสือพิมพ์ที่กล้าแสดงความคิดเห็นของตัวเองโดยไม่เกรงกลัวต่ออำนาจรัฐ จนกระทั่งต้องติดคุกอยู่ถึง 17 ปี เมื่อสิ้นรัชสมัยที่ 6 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริเกี่ยวกับการพระราชทานรัฐธรรมนูญ แต่ พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่เป็นเสนาบดีกระทรวงต่างๆ ได้ทรงทัดทานกันสุดเหวี่ยงจึงไม่สามารถพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ประเทศสยามมีระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตยแบบอารยะประเทศเขาได้ เพราะสมัยนั้นพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ทรงดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมืองทหารทั้งสิ้น เป็นอันว่า ความเป็นกษัตริย์นักประชาธิปไตยของรัชกาลที่ 7 ก็ไม่อาจเปลี่ยนสยามให้เป็นประชาธิปไตยได้ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ล้วนแต่มีการเปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว

สถานการณ์ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ เมื่อเสริมเข้าความขัดแย้งกันในหมู่ชนชั้นนำได้กลายเป็นเชื้อไฟอย่างดีสำหรับการปฏิวัติ ความพยายามในการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ก่อตัวมากว่า 3 ชั่วอายุคน คือนับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 แม้นความพยายามหลายครั้งไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ก็ได้ก่อให้เกิดการปฏิรูปในสังคมไทยกลุ่มพลังต่างๆ ในสังคมมีลักษณะประนีประนอมสูง จึงไม่มีการเสียเลือดเนื้อเช่นการเปลี่ยนแปลงเช่นสังคมอื่นๆ

แต่ “สยาม” ไม่อาจหลีกหนี กฎธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่ง และ ยิ่งในสภาวะที่มีความฝืดเคืองทางการเงิน ความยากลำบากทางเศรษฐกิจ และ ความขัดแย้งภายในเสนาบดีสภา ย่อมนำมาสู่ ปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสมอ ก่อนการอภิวัฒน์ 2475 มีทั้งปัญหาวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจและปัญหาความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สภาวะทางเศรษฐกิจฝืดเคืองมักนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเสมอ และ สยามก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากสัจธรรมข้อนี้ไปได้

ในระหว่างซีกโลกตะวันตกประสบภาวะเศรษฐกิจตกต่ำโดยทั่วไปในช่วงต้นทศวรรษ 1930 สยามก็ประสบปัญหาหนี้สินและการขาดดุลงบประมาณอย่างมากพร้อมกับภาวะข้าวยากหมากแพง แต่สยามก็สามารถประคองตัวมาได้จากวิกฤตการณ์ จากทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลสมบูรณาญาสิทธิราชย์และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศอย่าง เซอร์ เอ็ดเวิร์ด คุก เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เศรษฐกิจมีความผันผวนสูง เดือนมีนาคม พ.ศ. 2475 รัฐบาลรัชกาลที่ 7 ตัดสินใจปรับลดเงินเดือนข้าราชการ เป็นสิ่งที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้เพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณที่สะสมมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการเก็บภาษีเงินเดือนว่า ไม่ยุติธรรม และ ไม่มีตัวแทนของประชาชนในสภาร่วมตัดสินใจ มีบทความมากมายลงตีพิมพ์แสดงความไม่พอใจภาวะเศรษฐกิจในขณะนั้น อย่างเช่น มีบทความลงตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์อิสระ เรียกร้องชนชั้นสูงให้นำเอาทรัพย์สินมาลงทุนในกิจการที่เกิดประโยชน์แทนที่จะใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ บั่นทอนเศรษฐกิจของประเทศ

ผู้ที่รับภาระหนักจากภาษีเงินเดือน ก็คือ ข้าราชการระดับกลาง และ ลูกจ้างบริษัทต่างชาติ ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับผลกระทบเลยเห็นจะได้แก่ พวกเจ้าทั้งหลาย รวมทั้ง พ่อค้าทั้งหลายที่ทำการค้ากับราชสำนัก ปัญหาทางเศรษฐกิจไม่มีเรื่องไหนที่ส่งผลต่อการเพิ่มเชื้อเพลิงแห่งการปฏิวัติมากเท่ากับการปลดข้าราชการจำนวนมากออกจากระบบราชการ และ การตัดลดงบประมาณกองทัพ

รัฐบาลเองก็มีความจำเป็นในการดำเนินการเข้มงวดทางการคลังเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณจำนวนมหาศาลที่สะสมมายาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6

จากข้อมูลสถิติรายปีสยาม กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ พบว่า จำนวนข้าราชการจำนวน 86,500 คนปรับตัวลดลงอย่างมากช่วงก่อนเกิดเปลี่ยนแปลงการปกครองรัชกาลที่ 7 ขึ้นครองราชย์ท่ามกลางปัญหาวิกฤติทางเศรษฐกิจและการเมือง

ดร. เบนจามิน เอ บัทสัน เขียนวิเคราะห์ไว้ในหนังสือ The End of the Absolute Monarchy in Siam ว่า ต้นปี ค.ศ. 1931 (พ.ศ. 2475) ได้มีการเพิ่มภาษีการนำเข้าสินค้าฟุ่มเฟือย และ หนังสือพิมพ์บางกอกไทมส์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ที่มีอิทธิพลได้แสดงความวิตกว่า วิกฤติเศรษฐกิจอาจนำไปสู่วิกฤติสังคมได้ และ แนะนำว่าควรจะเพิ่มภาษีผู้มีฐานะมั่งคั่งให้มากขึ้น ในเดือนมีนาคม รัฐบาลได้ตัดสินใจลดเงินเดือนข้าราชการทั้งหมด เพราะต้องเผชิญกับปัญหาที่ลำบากในความพยายามที่จะลดการขาดดุลของปีงบประมาณ ก่อนหน้านี้ได้ตกลงกันไว้ว่า วิธีนี้จะเป็นวิธีสุดท้ายที่จะนำมาใช้ถ้าจำเป็นและสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิตก็ทรงคัดค้านการลดเงินเดือนนี้ โดยทรงอ้างว่าสถานการณ์ยังไม่จำเป็นถึงเช่นนั้น และว่าผลร้ายของการลดเงินเดือนนี้จะทำลายขวัญและกำลังใจข้าราชการ แต่คณะเสนาบดีได้ลงคะแนนเสียง 7 ต่อ 4 เห็นด้วยกับการลดเงินเดือน

ดร. เบนจามิน เอ บัทสัน ยังตั้งข้อสังเกตว่า ที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจชาวต่างชาติได้เสนอให้มีจัดเก็บภาษีที่ดินเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณแต่ไม่ได้รับการตอบสนองเนื่องจากภาษีนี้กระทบต่อเชื้อพระวงศ์มาก รัฐบาลจึงได้นำเอาเงินแท่งออกมาขาย การตัดสินใจเช่นนั้นเป็นความผิดพลาดทางนโยบายอย่างยิ่ง นอกจากนี้ เศรษฐกิจโลกก็อยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่ อังกฤษยกเลิกระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบเดิม มีผลกระทบต่อเงินบาทที่ผูกติดไว้กับค่าเงินปอนด์สเตอร์ลิงของอังกฤษ เมื่ออังกฤษยกเลิกการใช้ทองคำเป็นมาตรฐานในระบบอัตราแลกเปลี่ยน เสนาบดีของสยามก็ได้มีการประชุมกันทันทีในวันรุ่งขึ้น มีมติเอกฉันท์ตามข้อเสนอของกระทรวงพระคลังว่า สยามควรจะใช้ทองคำเป็นมาตรฐานในระบบอัตราแลกเปลี่ยนต่อไป การยึดมั่นถือมั่นการระบบอัตราแลกเปลี่ยนมาตรฐานทองคำของรัฐบาลในเวลานั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหอการค้านานาชาติและสถาบันการเงินทั้งหลาย เกิดกระแสการถกเถียงกันในหมู่ผู้บริหารประเทศและที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจชาวต่างชาติถึงความจำเป็นในการต้องลดค่าเงินบาท

อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อสรุปเกิดขึ้นในทางนโยบายว่าจะทำอย่างไรดี รัชกาลที่ 7 จึงได้ทรงอนุมัติให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเรื่องดังกล่าวประกอบด้วยขุนนางสยาม 4 ท่าน ที่ปรึกษาชาวต่างประเทศ 3 ท่าน คณะกรรมการชุดนี้มี กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน ผู้มีความเห็นสนับสนุนการลดค่าเงินบาทเป็นประธาน

ซึ่งเราพอคาดเดาได้อยู่แล้วว่า ผลของการพิจารณาออกมาเช่นใด คณะกรรมการมีความเห็นร่วมกันว่า สยามควรเลิกใช้ระบบมาตรฐานทองคำ และ เสนอให้ลดค่าเงินมาอยู่ที่ 11 บาทต่อปอนด์สเตอร์ลิง โดยก่อนหน้านี้เงินบาทเคยแข็งขึ้นไปแตะระดับ 8.3 บาทต่อปอนด์จากปัญหาวิกฤติค่าเงินปอนด์จนอังกฤษต้องตัดสินใจออกจากระบบมาตรฐานทองคำ มีสมาชิกของกรรมการชุดนี้อยู่สองท่านที่มีความเห็นว่า ควรลดค่าเงินมากกว่านี้ คือ ให้ลดลงไปที่ระดับ 13 บาทต่อปอนด์ คือ หม่อมเจ้าสิทธิพร และ พระยาอินทรมนตรี (เอฟ. เอช. กาล์ย) ผลสุดท้ายได้ตัดสินใจลดค่าเงินมาอยู่ที่ 11 บาทต่อดอลลาร์ การลดค่าเงินส่งผลดีต่อเกษตรกร และ การผลิตข้าวเพื่อการส่งออก ก่อนหน้าการลดค่าเงิน รายได้โดยเฉลี่ยชาวนาสยามลดลงกว่า 60%

รายได้ลดลงมากขนาดนั้นย่อมทำให้การค้าหยุดชะงัก เพราะชาวนาไม่มีกำลังซื้อ ชาวนาจำนวนไม่น้อยมีหนี้สินล้นพ้นตัว คิดจะขายที่ดินใช้หนี้ก็ทำไม่ได้เพราะราคาที่ดินก็ตกต่ำลงกว่า 6 เท่า จะใช้ที่ดินทำนาก็ไม่ได้กำไรเท่าไหร่เพราะราคาข้าวตกต่ำ

โปรดติดตามตอนต่อๆ ไปที่ www.bangkokbiznews.com