วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ข้อที่ควรปรับปรุงในร่างกฎหมาย ภาษีมรดก

ถ้าในที่สุด รัฐบาลท่านปลงใจจะเลือกสมัครเป็นลูกศิษย์รายใหม่สุดของ Karl Marx บิดาลัทธิคอมมิวนิสต์

ที่เสนอเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้วให้เก็บภาษีมรดกให้รัฐใช้ลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนแล้ว รัฐบาลก็ต้องศึกษาวิวัฒนาการของการลดหย่อนและข้อยกเว้นต่างๆ ที่ประเทศร่ำรวยต่างๆ ที่พัฒนาการภาษีมรดกกันมาในช่วงสองพันกว่าปีนับตั้งแต่ Caesar Augustus เริ่มเก็บภาษีมรดกโดยเก็บเฉพาะมรดกที่เจ้ามรดกยกให้คนนอกครอบครัว (ที่ไม่ใช่คนในครอบครัวของเจ้ามรดก) เรื่องที่ต้องปรับปรุงร่างกฎหมายภาษีมรดกมีดังต่อไปนี้ครับ

(1) รัฐควรให้เกียรติเจ้ามรดกเป็นผู้มีสิทธิเลือก เช่น เจ้ามรดกควรมีสิทธิระบุในพินัยกรรมเลือกเองว่าเขาอยากให้ใช้ภาษีมรดกที่จะเก็บจากทรัพย์สินที่เขาสะสมมาชั่วชีวิตให้กิจการใดเพื่อลดช่องว่างระหว่างคนจนคนรวย เจ้ามรดกที่ร่ำรวยมาได้ก็เพราะเขารู้วิธีใช้เงินให้เป็นประโยชน์สูงสุด ดังนั้นน่าจะให้เจ้ามรดกเป็นผู้กำหนดวิธีการใช้เงินของเขาเองเพื่อลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย แทนที่จะให้นักการเมืองและข้าราชการผู้ซึ่งเสียภาษีน้อยกว่าเขาเป็นผู้กำหนด

เช่น ถ้าจะเก็บภาษีมรดก 10% ของมรดกส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท กฎหมายระบุเลยว่า ถ้าเจ้ามรดกระบุในพินัยกรรมว่าให้จำนวนภาษีมรดกไปบริจาคให้ สาธารณประโยชน์ (เช่น สถาบันการศึกษา สถานพยาบาล สภากาชาด สาธารณกุศลสถานอื่นที่รัฐหรือสรรพากรรับรอง) แล้ว และได้ดำเนินการบริจาคตามนั้นแล้ว ให้หักเงินจำนวนนั้นออกจากภาษีมรดก เพราะเป็นการกระจายรายได้โดยตรงไปแล้ว เช่นนี้เจ้ามรดกมีโอกาสใช้เงินที่ตนเองสะสมมาตลอดชีวิตเพื่อลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยแล้วตามรูปแบบที่เจ้ามรดกเชื่อมั่นศรัทธา เช่น อาจบริจาคให้สร้างห้องเรียน สร้างห้องพยาบาล โรงพยาบาลให้ทุนการศึกษาวิจัยในเรื่องที่เจ้ามรดกเล็งเห็นประโยชน์ สร้างสนามกีฬา ฯลฯ ที่เป็นกิจกรรมที่เจ้ามรดกเห็นว่าจะลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย แต่ถ้าเจ้ามรดกไม่ระบุในพินัยกรรม ก็ให้เก็บภาษีมรดกจากทายาทได้

(2) เจ้ามรดกต่างประสบความสำเร็จในการสร้างตัวสะสมทรัพย์นั้น เป็นเพราะแรงสนับสนุนของคู่สมรส (คู่ชีวิต) และจากสมาชิกในครอบครัวอื่นๆ เป็นหลัก เขาเหล่านี้มีส่วนร่วมที่สำคัญในการสร้างกองมรดกนี้ขึ้นมาเช่นกัน ดังนั้น ในหลายประเทศรวมทั้งประเทศที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาของ Karl Marx เช่น เวียดนามก็ปรับตำราของท่าน Marx โดยยกเว้นไม่เก็บหรือลดหย่อนภาษีมรดกสำหรับทายาทที่เป็น คู่สมรส ลูกหลาน พ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เขยสะใภ้ ของเจ้ามรดกด้วย แม้แต่สหรัฐอเมริกาก็ยกเว้นไม่เก็บภาษีมรดกจากมรดกที่ตกทอดแก่คู่สมรส (คู่ชีวิต) ในประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศรวมทั้งอังกฤษก็ลดหย่อนภาษีมรดกที่ตกทอดให้แก่คู่สมรสรัฐบาลไทยท่านก็ควรจะสนับสนุนสถาบันครอบครัวด้วยการยกเว้นภาษีมรดกที่จะเก็บจากคู่สมรส ลูกหลาน พ่อแม่ ญาติสนิท เช่นกันเพราะในสถาบันครอบครัวถือกันว่า เจ้ามรดกสามารถทำงานก่อร่างสร้างตัวได้ก็เป็นเพราะแรงสนับสนุนจากคนใกล้ชิดเหล่านี้ ควรเก็บเฉพาะภาษีมรดกจากมรดกที่เจ้ามรดกไปยกให้บุคคลภายนอกแบบที่ Caesar Augustus ทำเมื่อกว่าสองพันปีมาแล้วเพื่อส่งเสริมความมั่นคงของสถาบันครอบครัว

(3) การเก็บภาษีจากทายาทที่เป็นผู้เยาว์ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงด้วยว่า เมื่อทายาทเยาว์วัยได้รับมรดกจากบิดามารดาผู้เป็นเจ้ามรดก ทายาทผู้เยาว์มีภาระที่ต้องเสียภาษีทันทีแต่ทายาทผู้เยาว์เหล่านี้ไม่มีความสามารถและประสบการณ์ทางการเงินที่จะหาเงินมาชำระภาษีมรดกได้ การที่ผู้ปกครองบุคคลภายนอกผู้เป็นผู้จัดการมรดกเข้าจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์มรดกของทายาทผู้เยาว์เพื่อนำเงินมาชำระภาษีมรดกแทนทายาทผู้เยาว์ จะเปิดช่องให้ผู้ปกครองทำการจำหน่ายจ่ายโอนมรดกของผู้เยาว์ที่เป็นของดีของแพงในราคาถูก โดยเห็นแก่ประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่นได้ ทายาทผู้เยาว์จะถูกเอาเปรียบโดยไม่สามารถช่วยตัวเองได้ควรจะให้ชะลอการเก็บภาษีมรดกจากทายาทผู้เยาว์ไปก่อนจนกว่าจะมีอายุครบ 28 ปีเป็นอย่างน้อย (เรื่องนี้ใช้เกณฑ์บรรลุนิติภาวะไม่ได้ เพราะต้องอาศัยความรู้ความสามารถในการจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์) หรือมิฉะนั้น ก็ให้ศาลเยาวชนฯเป็นผู้ดูแลการจำหน่ายจ่ายโอนโดยชะลอกำหนดการชำระค่าภาษีออกไปด้วย

(4) ควรป้องกันไม่ให้ภาษีมรดกของไทยเป็นตัวการที่จะบอนไซตัดตอนการสืบทอดความเป็นเจ้าของกิจการของคนไทย จนต่อไปเราจะไม่มีบริษัทหรือกิจการของประเทศไทยที่ใหญ่ๆ

ทายาทที่รับมรดกกิจการเป็นหุ้นในบริษัท หรือกิจการ SME เมื่อรัฐจะเก็บภาษีมรดกเขา ทายาทเขาก็จะไม่มีเงินเสียภาษีมรดก วิธีที่บรรดาทายาทผู้ต้องเสียภาษีมรดกในประเทศที่เก็บภาษีมรดกทำกันก็คือขายหุ้นออกไปบางส่วนหรือทั้งหมดเพื่อหาเงินสดมาใช้เสียภาษีมรดก การขายหุ้นของทายาทนั้นย่อมลดอำนาจการควบคุมกิจการของทายาทผู้รับมรดกลง ในที่สุดก็อาจทำให้ทายาทสูญเสียอำนาจการควบคุมกิจการนั้นไป เช่น มรดกคือหุ้นจำนวน 51% เมื่อทายาทต้องขายหุ้นออกบางส่วนเพื่อหาเงินมาชำระภาษีมรดก เขาก็จะเหลือหุ้นไม่ถึง 51% เขาก็อาจเสียอำนาจควบคุมกิจการนั้นทันที กิจการของทายาทนั้นก็จะสูญเสียโอกาสที่จะเติบโตเพิ่มพูนขึ้น การสูญเสียอำนาจการควบคุมหรือการละทิ้งกิจการนั้นจะทำให้อนาคตและทิศทางของกิจการบริษัทนั้นๆ ไม่มั่นคงแน่นอน ก่อผลกระทบสั่นคลอนความมั่นคงในอาชีพและความเจริญก้าวหน้าของพนักงานผู้บริหารที่ทำงานในกิจการมรดกที่ทายาทผู้ถูกเก็บภาษีมรดกจนสูญเสียอำนาจบริหารกิจการนั้น

ซึ่งจะเห็นตัวอย่างจากหลายประเทศที่เมื่อมีการถ่ายโอนทางมรดกของกิจการที่มีชื่อเสียงของบางประเทศ ทายาทของผู้ก่อตั้งก็ต้องขายอำนาจการควบคุมหรือแม้แต่กิจการ จนตกเป็นกิจการของคนในชาติอื่นไป ควรกำหนดว่า หากมรดกเป็นหุ้นที่มีอำนาจบริหาร ทายาทนั้นจะไม่เสียภาษีมรดก ถ้า (ก) ไม่ขายหุ้นมรดกนั้นใน ห้าปี (กฎหมายเยอรมันห้ามขายห้าถึงเจ็ดปี) และ (ข) บริษัทนั้นๆ ดำเนินกิจการต่อไปโดยไม่ลดจำนวนรวมของเงินเดือนและสวัสดิการของพนักงาน เช่นนี้จะจูงใจให้ทายาทดำรงธุรกิจของครอบครัวเขาต่อไปได้ เสริมสร้างให้บริษัทไทยใหญ่โตขึ้น เพิ่มพูนความมั่นคงของอาชีพของพนักงานในกิจการนั้นๆ