วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

มองท่องเที่ยวโลก แล้วย้อนดูไทย

ระหว่างวันที่ 13-15 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมเรื่อง Enhancing Connectivity in Tourism ที่เมืองกุ้ยหลิน

จัดโดย UNWTO (United Nations World Tourism Organization) หรือองค์การการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติและ PATA (Pacific Asia Travel Association) ร่วมกับเทศบาลเมืองกุ้ยหลิน ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญด้านการท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาประชุมกัน โดยมีข้อค้นพบที่ควรแก่การบอกเล่าต่อดังต่อไปนี้

หนึ่ง การท่องเที่ยวโลกขยายตัวอย่างไม่ต้องสงสัย โดยมีจีนเป็นแรงขับเคลื่อน เรื่องนี้ใครๆ ก็ต้องบอกว่ารู้อยู่แล้ว แต่ที่น่าสนใจกว่าคือขนาดของการขยายตัว เพราะการขยายตัวของจีนอยู่บนฐานที่ใหญ่มาก ทำให้มีนักท่องเที่ยวจีนอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งของโลกนี้จะเป็นที่รู้สึกกันทั่วไป จนกระทั่งกูรูด้านเศรษฐมิติการท่องเที่ยวของมหาวิทยาลัย Hong Kong Polytechnic ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 2 ด้านการศึกษาท่องเที่ยวของโลกก็ยืนยันสิ่งที่ผู้เขียนย้ำมาหลายครั้งแล้วว่า นโยบายการกระตุ้นนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวกันมากๆ ไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว การพยากรณ์แนวโน้มระยะยาวก็ไม่จำเป็นอีกเช่นกัน ดังนั้น การทำตลาดคุณภาพสูงและการสร้างเสถียรภาพของตลาดจะเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าโครงสร้าง ตลาดก็จะเปลี่ยนไปเป็นจีนกับอินเดียซึ่งกำลังอยู่ในแนวโน้มพุ่งกระฉูด (เส้นกราฟมีความชัน) ในขณะที่ยุโรป สหรัฐฯ และสิงคโปร์ เริ่มอยู่ตัวแล้วคืออยู่ในตำแหน่งที่เส้นกราฟไม่มีความชัน (แสดงในรูปที่ 1)

สอง อุตสาหกรรมการบินโลกจะขยายตัวอีกมาก เพราะแรงขับเคลื่อนจากจีน นาย Ronald Kent ผู้บริหารระดับสูงของผู้ผลิต Boeing กล่าวในที่ประชุมว่า ภายในปี ค.ศ. 2028 จีนจะแซงหน้าสหรัฐอเมริกาในด้านการเดินทางทางอากาศ จะมีเมืองเอกที่มีนักเดินทางเกินกว่าล้านคนต่อวัน ซึ่งภูเก็ตก็จะเป็นหนึ่งในนั้น ในอีก 20 ปีข้างหน้า จีนจะมีการขยายตัวในด้านการบินอย่างมโหฬารชนิดที่ว่า โบอิงต้องส่งเรือบินขนาดกลาง-เล็กให้จีนวันละ 1 ลำทุกวัน (ยกเว้นวันอาทิตย์) ยาวนานถึง 20 ปี ความต้องการเรือบินเฉพาะในประเทศสูงถึง 6,000 ลำ และความต้องการนักบินของจีนในอีก 20 ปีข้างหน้าจะสูงถึง 200,000 คน และร้อยละ 48 ของการเดินทางนี้จะเป็นไปเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งการเจริญเติบโตนี้นอกจากจะอยู่ที่จีนแล้ว ยังจะอยู่ในเอเชียอาคเนย์ด้วย

การขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินในจีนจะเปิดโอกาสให้ hub เมืองรองของไทยที่ควรจะพัฒนาให้รองรับกันได้ ผู้เขียนมาคิดต่อเองว่าน่าจะเป็นโอกาสการเชื่อมต่อของเชียงใหม่กับเมืองของจีน เชียงใหม่จะเป็น gateway ทางเหนือสำหรับเรือบินขนาดกลาง-เล็ก ทำให้ยังไม่ต้องห่วงเรื่องความยาวของ runway แต่ควรวางแผนรองรับโดยขยายเวลาของการบินขึ้นลง ซึ่งอาจจำเป็นต้องเวนคืนพื้นที่รอบๆ สนามบินเชียงใหม่แทนที่จะไปสร้างสนามบินใหม่

สาม การท่องเที่ยวในอนาคตเป็นการท่องเที่ยวของคนรุ่นใหม่ (Gen Y) ซึ่งไม่ต้องการโฆษณาชวนเชื่ออีกต่อไป แต่คนรุ่นใหม่นี้จะสนใจคำบอกเล่าจากประสบการณ์ของผู้ที่เคยท่องเที่ยว ดังนั้น อินเทอร์เน็ตจะเป็นสื่อกลางที่ทำหน้าที่ให้ข้อมูลแทนTrip Advisor จึงเป็นที่นิยมขนาดที่มีคนไปค้นข้อมูล 110 คนต่อนาที หรือกว่า 150,000 ต่อวัน ในปีหนึ่งๆ มีผู้เข้ามาค้นข้อมูลและความเห็นของผู้มีประสบการณ์ท่องเที่ยวอื่นถึง 170 ล้านครั้ง การโฆษณาโดยใช้สื่อดั้งเดิมจะเริ่มลดบทบาทลง การซื้อขายทางออนไลน์จะมากขึ้น

Trip Advisor กลายเป็น web ที่ทรงอิทธิพลมากกว่า web ของรัฐและเอกชนอื่นๆ (รูปที่ 2) ทั้งในด้านการสร้างแรงบันดาลใจและอิทธิพลต่อการตัดสินใจ บริษัทนำเที่ยวต้องสร้างบทบาทใหม่ในฐานะผู้พัฒนาสินค้าไม่ใช่ตัวกลางหรือคนกลางอีกต่อไป บริษัทนำเที่ยวที่ทำแบบเดิมๆ จะค่อยๆ ล้มหายตายจากไป บริษัทท่องเที่ยวที่อยู่ได้ต้องปรับตัวให้สามารถสร้างบริการท่องเที่ยวที่หลากหลายและมีจุดขายหรือมุขที่แตกต่างจากบริษัทอื่น ยกตัวอย่างเช่น ไปท่องเที่ยวที่เดียวกัน แต่มีกิจกรรมต่างกัน และมีส่วนร่วมในการสร้างและพัฒนาจุดหมายปลายทางใหม่ (Destination Development and Management)

เมื่อโลกเปลี่ยนไป เราต้องหาโอกาสใหม่ และโอกาสในวิกฤตแทนที่จะลดราคาสินค้าตัวเอง เรียกร้องลดราคาสาธารณูปโภคและเสียภาษีคนที่ก้าวพ้นความโอบอุ้มของรัฐเท่านั้นที่จะยืนหยัดได้อย่างยั่งยืน