background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

"จิตฺเตน นียติ โลโก" พุทธวัจนะชี้ทางการตลาด

"จิตฺเตน นียติ โลโก" พุทธวัจนะชี้ทางการตลาด

จิตฺเตน นียติ โลโก หมายถึง โลก (หรือชีวิต) หมุนไปเพราะความคิด ทำนองเดียวกับ “จิตเป็นกาย นายเป็นบ่าว”

นั่นเอง เราคงจะได้ยินคำนี้กันบ้างนะครับ เท่าที่ผมเข้าใจก็คือ ความคิดของเราเป็นฐานในการดำเนินชีวิตครับ ถ้าเริ่มจากคิดดี การกระทำก็ย่อมดีตามไปด้วย คงไม่ปฏิเสธใช่ไหมครับว่า เมื่อเราคิดดี คิดบวก แล้วชีวิตมันก็ดี มีความสุข ความคิดมีอิทธิพลต่อชีวิตของเรามาก

แล้วมันเกี่ยวข้องอย่างไรกับการตลาด?

การตลาด ในความหมายของผม แง่หนึ่งคือการเข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อให้สินค้าและบริการของเราสอดคล้องกับจังหวะชีวิตของมนุษย์ผู้ที่จะเป็นลูกค้าของเรา แทรกซึมเข้าไปในกิจกรรมต่างๆ จนเขาเริ่มเปิดใจรับเราเข้าไป ทีนี้ ไม่ว่าจะขายอะไร ก็ง่ายขึ้นแล้วใช่ไหมครับ

แล้วจะทำความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์อย่างไรดี ? ขอตอบจากประสบการณ์ให้เข้าใจง่ายแล้วกันนะครับ นักการตลาดที่ดีรู้กระบวนการเกิดพฤติกรรมเป็นอย่างดีครับ ไม่ว่าจะอ้างอิงจากชีววิทยา จิตวิทยา มนุษยศาสตร์ พฤติกรรมศาสตร์ และอีกมากมายหลายศาสตร์

สรุปได้ในประโยคเดียวคือ “จิตฺเตน นียติ โลโก” - โลกหมุนไปเพราะความคิด

ความคิดเป็นจุดตั้งต้นทุกอย่างนั่นเองครับ “ความคิด” ในที่นี้หมายรวมถึง ความรู้สึก ความชอบ ความสนใจด้วยนะครับ

ยกตัวอย่างเช่น คุณไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย แต่คุณก็คิดว่าสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ควรจะหาเวลาออกกำลังกายบ้าง ถึงแม้ว่ากิจวัตรประจำวันของคุณแทบจะไม่มีเวลาเหลือก็ตามที วันหนึ่งคุณเริ่มทนไขมันที่หน้าท้องของคุณไม่ไหว

คุณเริ่มเสิร์ชหาวิธีออกกำลังกายที่ทำที่บ้านได้ บังเอิญไปเจอเฟซบุ๊คเพจที่มีการแลกเปลี่ยนวิธีการออกกำลังกายสำหรับคนไม่มีเวลา คุณเริ่มเต้น T25 และเข้าไปคอมเมนท์แลกเปลี่ยนกันกับแฟนเพจ บรรดาแฟนเพจ ก็มารีวิวดัมเบลที่ซื้อไป เสื้อผ้าที่ใส่ คลับที่ไปออกกำลังกาย รู้ตัวอีกที คุณก็ออกกำลังกายด้วยการเต้น T25 จนจบคอร์ส เตรียมไปสมัครสมาชิกฟิตเนสเพราะอยากเล่น weight training และเวลาว่างก็ชอบดูชุดออกกำลังกายเพลินๆ เผลอๆ ก็กดซื้อไปเสียหลายตัว...

จากคนที่ไม่ออกกำลังกาย กลายเป็นคนที่มีชุดออกกำลังกายเป็นโหล มีอุปกรณ์อย่างดัมเบล เสื่อโยคะ รองเท้าวิ่ง และอีกมากมายพร้อมสรรพได้อย่างไร ผมอยากจะชี้ให้เห็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการนี้ครับ

จะเห็นได้ว่า คุณคนนี้เริ่มจาก “คิด” จะไปออกกำลังกาย ต่อมาก็พาตัวเองเข้าไปอยู่ในสังคมที่มีแต่เรื่องของคนที่ออกกำลังกาย จนเกิดแรงกระตุ้นที่จะลงมือทำ มีแรงสนับสนุนที่ให้ทำต่อไป และด้วยพลังของการบอกต่อ คุณคนนี้ก็ซื้ออุปกรณ์มากมายอย่างที่เห็น ...ความคิด พาคุณเข้าไปอยู่ใน “สิ่งแวดล้อม” ที่เกี่ยวข้องกับความคิดของคุณ มันกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมหลายๆ อย่าง โดยที่คุณเองก็ยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ เริ่มเห็นพลังของสิ่งแวดล้อมหรือยังครับ

นักการตลาดและนักโฆษณามองเห็น "พลังของสิ่งแวดล้อม" มานานแล้วครับ จึงพยายามให้แบรนด์ของตัวเองถูกเห็นบ่อยๆ และต้องถูกที่ ถูกเวลา ถูกกลุ่มเป้าหมายด้วย จนบางครั้ง พฤติกรรมการบริโภคไม่ได้เริ่มจากความคิดของผู้บริโภคเอง แต่เป็นเพราะสิ่งแวดล้อมที่นักการตลาดสร้างให้มีอิทธิพลต่อผู้บริโภคนั่นเองครับ

นี่เป็นวิธีการสื่อสารการตลาดที่เราคุ้นเคยกันมานาน

แต่การโฆษณากำลังจะถูกจำกัดอานุภาพไปมาก เพราะคนรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีสาระประโยชน์ และมีทางเลือกในการเสพสื่อที่หลากหลาย ทำให้ "ภูมิคุ้มกัน" ของผู้บริโภคแข็งแรงขึ้นมาก ไม่หลงเชื่อหรือคล้อยตามอะไรง่ายๆ

ดังนั้นการพึ่งพลังของสิ่งแวดล้อม โดยการโหมโฆษณาเป็นหลัก เป็นวิธีที่กำลังจะ “เอาท์” ไปแล้วครับ เพราะเทรนด์ของการตลาดในยุคนี้คือการกระตุ้นคนจากระดับ “ความคิด” ด้วยการให้ข้อมูล ซึ่งไม่เน้นว่า สินค้าและบริการของเราดีอย่างไร แต่ต้องบอกว่า สินค้าและบริการของเราจะตอบสนองความต้องการของเขาอย่างไรเป็นสำคัญ จนถึงขั้นที่ผู้บริโภคต้องคิดได้ว่า มันจำเป็นกับเขาจริงๆ ได้ยิ่งดี

สิ่งเหล่านี้ไม่ได้พูดออกมาโต้งๆ แน่นอนครับ ของแบบนี้ "ต้องมีศิลปะ"

อยู่ที่ว่า ใครจะสามารถจับความต้องการของลูกค้าได้ก่อน คนนั้นก็มีโอกาสที่จะชนะในสมรภูมิแห่งข้อมูลข่าวสารอันมหาศาลในยุคนี้ล่ะครับ

นักการตลาดอย่างเรา ก็หมุนต้องตามให้ทันความคิดของผู้บริโภคยุคใหม่เสมอๆ ครับ และยังต้องยืนหยัดในความถูกต้อง ซื่อสัตย์กับลูกค้าเสมอ

ไม่เช่นนั้นลูกค้าที่มีอำนาจของข้อมูลในมือ จะทำเราเจ็บแบบอยากจะเข้าป่าบวชกันเลยทีเดียวครับ