วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Divergence Diversity and Convergence (31) รัฐกับตลาด

ยุโรปโดยรวมมีรัฐที่ใช้จ่ายและเก็บภาษีสูงกว่าอเมริกาค่อนข้างมากอย่างมีนัยสำคัญ

(กรณีสุดขั้วของกลุ่มสแกนดิเนเวียนั้นเคยสูงถึงกว่าหนึ่งเท่าตัว) โดยเฉพาะถ้าดูจากสัดส่วนการใช้จ่ายในส่วนที่เป็นการให้ความคุ้มครองหรือการประกันภัยต่อสังคม (Social Protection or Social Insurance) เมื่อเทียบกับอเมริกา ยุโรปให้ความสำคัญกับการแทรกแซงของรัฐในการเป็นกลไกโอนรายได้และความมั่งคั่ง (Redistribution) จากคนหรือครอบครัวรวยไปสู่คนหรือครอบครัวจน จากคนวัยหนุ่มสาวไปสู่ผู้สูงวัย หรือการออกนโยบายที่เข้าข้างผู้ใช้แรงงานมากกว่านายจ้างหรือทุนหรือผู้ถือหุ้น ปรากฏการณ์นี้เป็นรูปแบบที่ยุโรปก่อตัวและสะสมมาอย่างช้าๆ ในระยะยาวประมาณร้อยปีก็ว่าได้ มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นชั่วครู่ชั่วยามหรือเป็นวัฏจักรช่วงสั้น มันจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายต่อการอธิบาย

ศตวรรษที่ 19 เป็นช่วงแรกของประวัติศาสตร์ทุนนิยมที่เต็มไปด้วยสีสันและความเข้มข้นของการต่อสู้ การช่วงชิงความได้เปรียบระหว่างทุนกับแรงงาน ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง การ Strike หรือการหยุดงานเริ่มมีบทบาทและสะท้อนให้เห็นจากการเติบโตของกระบวนการทางการเมืองหรือพรรคการเมืองที่มีลักษณะเป็นพรรค Populists ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของแรงงานชาวนาและผู้ยากไร้ การเรียกร้องเรื่องความเสมอภาคทางเศรษฐกิจหรือรายได้ที่เป็นอะไรมากกว่าความเสมอภาคทางโอกาส นี่คือส่วนที่คล้ายกันระหว่างยุโรปและอเมริกา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐสวัสดิการจะเป็นประดิษฐกรรมของยุโรปและมีวิวัฒนาการมานานแล้ว เริ่มจากนวัตกรรมในเยอรมันของบิสมาร์คที่ให้ความคุ้มครองแก่แรงงานในช่วงทศวรรษ 1880 หรือแม้กระทั่งก่อนหน้าเป็นร้อยๆ ปีที่เราเห็นระบบของอังกฤษที่รัฐมีบทบาทในการดูแลคนยากไร้ยากจนระบบสวัสดิการสมัยใหม่ที่มีผลต่อการใช้จ่ายของรัฐและภาษีทำให้มีขนาดใหญ่โตขึ้นอย่างมากนั้นเป็นปรากฏการณ์หลังทศวรรษ 1960 ยุโรปมีการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือในช่วงเวลา 50 ปีหลังสงคราม

ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสำคัญ หรือ New Deal ของอเมริกาเกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ ทศวรรษ 1930 ประเทศใดที่ยังเก็บภาษีไม่ได้มาก บทบาทของรัฐทางด้าน Welfare ก็มีขีดจำกัด ขนาดของรัฐไม่ใหญ่ในช่วงปี 1861-1865 มีกระแสการเรียกร้องการกระจายรายได้ให้แก่ชาวนาทางใต้และตะวันตกของอเมริกาก่อตัวมีพลังมากขึ้นโดยพรรคประชานิยม หรือ Populists กระนั้นก็ตาม การใช้จ่ายของรัฐต่อจีดีพีก็เป็นเพียง 10% ในกรณีของเยอรมัน บิสมาร์คเป็นหัวหอกในการนำระบบประกันสังคมมาใช้ แต่ในด้านการเงิน ภาระตกอยู่แก่นายจ้างและคนงานในช่วงแรกเป็นส่วนใหญ่ยกเว้นระบบบำนาญที่มีลักษณะเป็นไตรภาคี โดยรวมรัฐบาลเยอรมนีไม่ต้องแบกรับภาระทางด้านภาษีสำหรับสวัสดิการสังคมมาก ดังจะเห็นได้ว่าก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 เล็กน้อย การใช้จ่ายของรัฐบาลเยอรมันต่อจีดีพีมีเพียง 14%

ถ้าเราดูการใช้จ่ายของรัฐบาลที่มีผลต่อ Redistribution คือการใช้จ่ายที่เป็นเงินอุดหนุนและเงินโอนโดยรัฐ จะพบว่าในปี ค.ศ.1870 ยุโรปสี่ประเทศ (คือฝรั่งเศส เยอรมัน สวีเดน และอังกฤษ) การใช้จ่ายในลักษณะนี้ไม่ต่างกับของอเมริกามาก แต่กว่าร้อยปีอย่างช้าๆ ประเทศทั้งสี่นี้ใช้จ่ายเพื่อการนี้สูงกว่าอเมริกาหนึ่ง เท่าตัว เพราะฉะนั้นในบริบทของ Redistribution โดยรัฐยุโรปต่างกับอเมริกามานานแล้ว

ในช่วงประมาณ 50 ปี (1960-2008) สัดส่วนของภาษีต่อจีดีพีของประเทศในยุโรปเพิ่มขึ้นมากกว่าที่อื่นค่อนข้างชัดเจน เดนมาร์กเพิ่มขึ้นสูงสุด 23% ถัดมาที่เพิ่มขึ้นใกล้เคียงกันคือสวีเดนและสเปน (19.2%) โปรตุเกส (19.1%) อิตาลี (18.9%) ฟินแลนด์ (15.4%) เบลเยียม (17.7%) นอร์เวย์ (11.2%) ขณะที่เยอรมันและอังกฤษเป็นกลุ่มประเทศในยุโรปที่ภาษีเพิ่มขึ้นไม่มาก (5.7%และ 7.2% ตามลำดับ) แต่เยอรมันก็ให้ความสำคัญกับความเป็นรัฐสวัสดิการ ในช่วงเวลา 50 ปีนี้รายได้จากภาษีต่อจีดีพีของอเมริกาค่อนข้างคงที่ (-0.4%) ขณะที่ญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 9.8% จากฐานภาษีต่อจีดีพีที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับยุโรป

ในด้านภาษีอเมริกาต่างกับยุโรป อเมริกาไม่มีการเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ศักยภาพการมีรายได้จากภาษีจึงต่ำในปี 2000 อเมริกาเก็บภาษีได้เพียงร้อยละ 31 ของจีดีพีเมื่อเทียบกับฝรั่งเศสที่เก็บได้ร้อยละ 50 หรือสวีเดนที่ร้อยละ 58 แต่ประมาณครึ่งหนึ่งของอเมริกาเป็นภาษีที่เก็บจากภาษีทางตรง ขณะที่ฝรั่งเศสและสวีเดน ภาษีทางตรงคิดเป็นเพียงร้อยละ 24 และ 38 ตามลำดับ ตรงกันข้ามรายได้จากภาษีของฝรั่งเศสและสวีเดนที่มาจากสินค้าและบริการมีสัดส่วน 32% และ 29% ตามลำดับเมื่อเทียบกับ 25% กรณีของอเมริกายกเว้นในกรณีของเยอรมัน สัดส่วนของภาษีที่เก็บจากทรัพย์สินหรือรายได้จากทรัพย์สินแม้จะไม่มาก แต่ยุโรปเก็บได้มากกว่าอเมริกา และที่สำคัญมากรัฐบาลยุโรปจะมีรายได้จากการเก็บภาษีประกันสังคม (Social Security Contribution) ต่อจีดีพีสูงกว่าของอเมริกา (รวมทั้งอังกฤษ) มากอย่างมีนัยสำคัญคือ 1-2 เท่าตัว

ทั้งหมดนี้เมื่อผนวกกับทัศนคติของคนอเมริกันไม่ว่าจะรวยหรือจนที่ไม่ต้องการเสียภาษีให้รัฐมาก รวมทั้งการลดภาษีตั้งแต่สมัย Reagan เรื่อยมาในทศวรรษ 80 ขีดจำกัดของภาษีทำให้อเมริกาไม่สามารถเล่นบท Redistribution ได้มากเท่ายุโรป โดยเฉพาะเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าอเมริกาใช้จ่ายในการทหารสูงกว่ากลุ่มประเทศในยุโรปมาก (เช่น 5-6% ต่อจีดีพีเมื่อเทียบกับ 2% ตามลำดับ) นอกจากนี้ ข้อมูลที่เสริมข้อสรุปที่ว่ารัฐบาลยุโรปเล่นบท Redistribution มากกว่าอเมริกาก็คือข้อมูลที่ฟ้องว่าโครงสร้างและภาระภาษีโดยรวมของยุโรปมีลักษณะที่เป็นอัตราก้าวหน้า (Progressive Rate) ค่อนข้างมากคือ ผู้มีรายได้สูงจะมีภาระการชำระภาษีในอัตราที่สูงขึ้น พูดง่ายๆ คนรวยมากๆ แบกรับภาระภาษีในอัตราที่สูงกว่าคนชั้นกลางระดับบนและระดับล่าง

ข้อที่ควรคำนึงก็คือว่าแม้ยุโรปจะเก็บภาษีได้มาก แต่การใช้จ่ายก็ขยายตัว และขยายตัวมากกว่าภาษี ทำให้ยุโรปมีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากก่อนวิกฤตโลกปี 2007 ด้วยซ้ำไป การใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการแม้จะมีการปฏิรูปในทศวรรษ 1990 กันในหลายๆ ประเทศทั้งในยุโรปและอเมริกา ภาระภาษีและอัตราภาษีเงินได้ที่เคยสูงมาก ในสวีเดนก็ลดลงมาก ในอังกฤษก่อนหน้าแม้นายกฯ Thatcher จะลดบทบาทของรัฐที่ไม่จำเป็นให้เอกชนและตลาดเล่นบทพระเอก กระนั้นก็ตาม การใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการโดยรัฐในอังกฤษและในอีกหลายๆ ประเทศไม่สามารถลดลงได้มาก โดยรวม 20 ปีที่ผ่านมาแม้มีการปฏิรูประบบรัฐสวัสดิการกันอย่างกว้างขวางในหลายๆ ประเทศมีผลทำให้ขนาดของการใช้จ่ายของรัฐและขนาดของภาษีลดลงไปบ้างเท่านั้นเมื่อเทียบกับช่วง Peak ประมาณปี 1990 แต่ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ยุโรปได้ลดขนาดและรูปแบบที่สุดโต่งของรัฐโดยเฉพาะกรณีของสวีเดนหรือกลุ่มนอร์ดิก

แต่เรายังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่สามารถบอกได้ว่าประเทศที่อยู่ในระดับทุนนิยมขั้นปลาย หรือกลุ่ม OECD รุ่นแรกได้บรรจบพบกันแล้ว มีอะไรที่คล้ายๆ กันในเรื่องของระบบรัฐสวัสดิการ คือมันยังไม่เกิด Real Convergence