วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

รธน.ที่เงียบงัน

วันนี้เราได้เห็นโฉมหน้าของกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ 36 คน นับว่าเป็นที่คุ้นตากันอย่างดี

โฉมหน้า (กมธ.) คือการ "ผูกขาด" ความคิด เหมือนในอดีตที่คนจำนวนหนึ่งคิดว่ากติกาที่จะใช้บังคับกับคนหมู่มาก มาจากสิ่งที่ตัวเอง "ร่าง" หรือ "ลอก" มาได้ กระบวนคิดเหล่านั้นบอกแก่เราว่า รัฐธรรมนูญ 2540 และ รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ได้เขียนขึ้นมาเพื่อบังคับให้สำหรับคนหมู่มาก หัวใจหลักของรัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 ฉบับ มุ่งจำกัดเฉพาะการใช้อำนาจของ "ฝ่ายการเมือง" เป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ส่วนที่ว่าด้วยประโยชน์ประชาชนเหมือนคอขวดที่มากระจุกที่กระบวนการรัฐสภา

ผมเฝ้าทำข่าวกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง 2 ฉบับ ทำให้เห็นว่า วิธีการเขียนรัฐธรรมนูญแบบเดิมๆ กำลังจะนำกลับมาใช้อีกครั้ง ในรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2558 ซึ่งผมจะไม่เรียกว่าเป็นฉบับถาวร อีกไม่กี่ปีมันก็จะมีอันเป็นไป

สำหรับทฤษฎีรัฐธรรมนูญนิยม (constitutionalism) เราลอกมาจากแนวคิดประชาธิปไตยตะวันตก ซึ่งตั้งอยู่บนหลักการ 3 ประการ คือ 1.รับรองสิทธิเสรีภาพให้กับประชาชน 2.ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และ 3.เสริมสร้างเสถียรภาพและประสิทธิภาพให้กับรัฐบาล

หลักทั้ง 3 ประการเป็นเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ที่ใช้กำหนดกรอบการตราบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหลายๆ ฉบับของไทย อาทิเช่น รัฐธรรมนูญ 2517 รัฐธรรมนูญ 2540

ดังนั้น รัฐธรรมนูญไทยหลายต่อหลายฉบับ จึงมีกรอบความคิดแบบ "ตะวันตก" ซึ่งเมื่อนำมาใช้แล้วควรเกิดผลตามครรลองประชาธิปไตยตะวันตก แต่ตรงกันข้ามสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบการเมืองไทย ได้สวนทางกับระบบการเมืองของตะวันตก

ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนรัฐธรรมนูญบ่อย ซึ่งขัดกับแนวคิดทางนิติศาสตร์ที่ว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ ซึ่งควรมี "ความศักดิ์สิทธิ์" และ "คงทนถาวร"

(http://th.wikipedia.org/wiki/รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย)

ย้อนอดีตการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับหลังสุด

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2534 (ฉบับที่ 15) ริเริ่มขึ้นโดยพรรคชาติไทย บรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีในตอนนั้น ได้แต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง และตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 99 คน โดย 76 คนเป็นตัวแทนของแต่ละจังหวัด อีก 23 คนมาจากผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ ซึ่งถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้งฉบับเดียวของประเทศไทย

รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว จึงเรียกว่าเป็น "รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" เนื่องจากประชาชนมีส่วนร่วมยกร่าง

การร่างรัฐธรรมนูญ 2540 มีการเคลื่อนไหวเพื่อคว่ำรัฐธรรมนูญทั้งภายในและนอกสภา

นอกสภา องค์กรสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ อาทิเช่น คณะกรรมการรณรงค์ประชาธิปไตย (ครป.) เครือข่ายผู้หญิงกับรัฐธรรมนูญ สมาคมคนพิการแห่งประเทศไทย ฯลฯ ใช้ธงเขียวเป็นสัญลักษณ์ เรียก "ขบวนการธงเขียว"

นอกจากคนชั้นกลางแล้ว กลุ่มหนุนยังมี "กลุ่มทุน" ที่ออกมาร่วมบนท้องถนน สื่อ และนักวิชาการ เรียกว่า "ม็อบนายห้าง" มีที่มาจาก "กลุ่มเพื่อนอานันท์" (อานันท์ ปันยารชุน ประธานกมธ.ยกร่างรธน.) ออกมาร่วมชูธงเขียว

ส่วนกลุ่มที่ต้าน อาทิเช่น กลุ่มกำนันผู้ใหญ่บ้าน พรรคการเมืองซึ่งเป็นรัฐบาลในตอนนั้น ได้แก่ พรรคความหวังใหม่ นำโดย เสนาะ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเวลานั้น ได้นำมวลชนจัดตั้งเข้ามาคัดค้าน กลุ่มหลังใช้ "ธงเหลือง" เป็นสัญลักษณ์ ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายสนับสนุน และฝ่ายคัดค้าน

มาถึงรัฐธรรมนูญ 2550 (ฉบับที่ 18) ความผันผวนทางการเมือง การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงดำเนินไปบนความร้อนแรงทางการเมือง มีการเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายหนุนและฝ่ายต้าน ทั้งมีเสียงวิจารณ์เกี่ยวขั้นตอนการยกร่าง ที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม และคมช. ผูกขาดการสรรหาสมาชิกส.ส.ร. รวมถึงเนื้อหาสาระ เช่น ให้สมาชิกวุฒิสภา เกือบกึ่งหนึ่งมาจากการแต่งตั้ง

แต่รัฐธรรมนูญ 2550 ก็นับว่าเป็นกฎหมายไทยฉบับแรกที่ได้เผยแพร่ให้ประชาชนทราบ และให้ลงประชามติเพื่อขอความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2550

(http://th.wikipedia.org/wiki/รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย_พุทธศักราช_2550)

ดังนั้น การยกร่างรัฐธรรมนูญ 2558 ที่เกิดขึ้นท่ามกลางห้วงสถานการณ์ที่กว่า 5 เดือนคนไทย รับสภาพการสั่งการจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

คนไทย กลายเป็น "ไทยเฉย" อะไร(ที่สั่งมา)ก็ได้ทั้งนั้น

แม้ยังบอกไม่ได้ตอนนี้ว่าจะมีการรวม "กลุ่มหนุน-กลุ่มต้าน" หรือไม่

แต่แวดวงวิชาการที่มี"กฎอัยการศึก"คอยจำกัด"เนื้อหา"การแสดงออก นี่จึงเป็นการยกร่างรัฐธรรมนูญที่แสนเงียบงัน เท่าที่เห็นมา