วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การเลือกตั้งกลางเทอมในสหรัฐอเมริกา

การเลือกตั้งกลางเทอม ไม่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี มีแต่การเลือกตั้งรัฐสภา การเลือกตั้งระดับรัฐ และท้องถิ่น

ในวันที่ 4 พฤศจิกายน 2557 สหรัฐอเมริกาจะมีการเลือกตั้งทั่วประเทศ แต่ข่าวต่าง ๆ ค่อนข้างเงียบเมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง 2 ปีที่แล้ว ที่มีข่าวการขับเคี่ยวหาเสียงแข่งกันระหว่างผู้ลงรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี ที่เป็นอย่างนั้นเพราะการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนปีนี้เป็นการเลือกตั้งกลางเทอม ไม่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี มีแต่การเลือกตั้งรัฐสภา การเลือกตั้งระดับรัฐ เช่นผู้ว่าการรัฐ และการเลือกตั้งท้องถิ่น

สหรัฐอเมริกาเลือกตั้งทุก 2 ปี

ปกติสหรัฐอเมริกาจะมีการเลือกตั้งทั่วประเทศทุก 2 ปี และเลือกตั้งประธานาธิบดีทุก 4 ปี การเลือกตั้งทั่วประเทศที่ไม่ซ้อนกับการเลือกตั้งประธานาธิบดี เช่นที่จะมีในเดือนพฤศจิกายนนี้เรียกกันง่ายๆ ว่าการเลือกตั้งกลางเทอม

การเลือกตั้งกลางเทอมใช้เป็นปรอทวัดความนิยมของประธานาธิบดีและพรรคของประธานาธิบดีได้ระดับหนึ่ง สิ่งที่ทำให้การเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้น่าสนใจคือหากพรรคเดโมแครตของประธานาธิบดีโอบามาแพ้และเสียที่นั่งมากๆ ในวุฒิสภาจะทำให้พรรครีพับลิกันคู่แข่งครองเสียงข้างมากทั้ง 2 สภา อาจส่งผลให้ประธานาธิบดีโอบามาบริหารประเทศได้ยากขึ้น การออกกฎหมายของประธานาธิบดีโอบามาจะยากขึ้น

อำนาจนิติบัญญัติคานอำนาจฝ่ายบริหาร

รัฐสภาสหรัฐอเมริกา เป็นสถาบันฝ่ายนิติบัญญัติประกอบด้วย วุฒิสภา และ สภาผู้แทนราษฎร สมาชิกของทั้งสองสภาได้รับเลือกจากประชาชนโดยตรง

สภาผู้แทนราษฎรมีสมาชิกจำนวน 435 คน เลือกตั้งตามจำนวนประชากรในเขตเลือกตั้ง อยู่ในตำแหน่งวาระละ 2 ปี เว้นแต่ได้รับการเลือกตั้งกลับเข้ามาอีก ปัจจุบันเป็นพรรครีพับลิกัน 234 คน พรรคเดโมแครต 199 คน ว่างอยู่ 2 ที่นั่ง ในการเลือกตั้งครั้งนี้เช่นเดียวกับทุกครั้งต้องเลือกใหม่ทั้งหมด

ส่วนวุฒิสภาเลือกกันในแต่ละรัฐๆ ละ 2 คน จาก 50 รัฐ รวม 100 คน อยู่ในตำแหน่งวาระละ 6 ปี เว้นแต่ได้รับการเลือกตั้งกลับเข้ามาอีก ทุก 2 ปีจะมีวุฒิสมาชิกพ้นจากตำแหน่งจำนวนราว 1 ใน 3 ของทั้งหมด แต่จะไม่มีวุฒิสมาชิกจากรัฐเดียวกันพ้นจากตำแหน่งพร้อมกันทั้ง 2 คน ปัจจุบันเป็นพรรครีพับลิกัน 45 คน พรรคเดโมแครต 53 คน และผู้สมัครอิสระที่ลงคะแนนกับพรรคเดโมแครต 2 คน

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าปัจจุบันพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนในวุฒิสภา พรรคเดโมแครตของประธานาธิบดีโอบามาครองเสียงข้างมาก ในการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้ คาดกันว่าพรรครีพับลิกันน่าจะได้รับเสียงมากขึ้นทั้ง 2 สภา คือจะยังคงครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรและยังอาจได้ที่นั่งเพิ่มด้วย ส่วนวุฒิสภานั้นถ้าสามารถชนะเพิ่มอีก 6 ที่นั่งก็จะได้ครองเสียงข้างมาก ดังนั้นการเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้จึงเป็นที่น่าสนใจ เพราะจะบ่งชี้ถึงทิศทางการเมืองในอีก 2 ปี ที่จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีได้ด้วย

พรรคเดโมแครตมีทีท่าจะแพ้

โอกาสที่พรรครีพับลิกันจะครองเสียงข้างมากในทั้ง 2 สภามีค่อนข้างสูง เพราะในจำนวนวุฒิสมาชิกที่จะมีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้ประกอบด้วยวุฒิสมาชิกจำนวน 36 ที่นั่ง จากพรรคเดโมแครต 21 คน พรรครีพับลิกัน 15 คน คือพรรคเดโมแครตต้องป้องกันที่นั่งเดิมในจำนวนที่มากกว่า ในบรรยากาศทางการเมืองที่ไม่ค่อยดีต่อพรรค เพราะคะแนนนิยมในตัวผู้บริหารสูงสุดคือประธานาธิบดีโอบามาไม่ดีนัก เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาไม่ฟื้นตัวดีเท่าที่ควรหลังจากประธานาธิบดีโอบามาบริหารมา 6 ปี ทั้งยังมีความกังวลเรื่องบทบาทของสหรัฐอเมริกาในด้านต่างประเทศ เรื่องการก่อการร้าย และปัญหาการจัดการกับการระบาดของไวรัสอีโบลา ผลเฉลี่ยของการสำรวจคะแนนนิยมปรากฏว่ามีผู้ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของประธานาธิบดีโอบามาถึง ร้อยละ 54.3 ขณะที่ผู้เห็นด้วยร้อยละ 41.5 การหาเสียงในเขตที่มีคะแนนสูสีกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้ของประเทศที่ประธานาธิบดีโอบามาไม่เป็นที่นิยมในหมู่คนผิวขาว ผู้สมัครพรรคเดโมแครตจะพยายามอยู่ห่างประธานาธิบดี ไม่ขอให้ประธานาธิบดีโอบามาเข้าไปช่วยหาเสียงเลย ผู้สมัครพรรคเดโมแครตหลายคนต้องพึ่งบริการจากอดีตประธานาธิบดีคลินตันแทน เพราะยังเป็นผู้ได้รับคะแนนนิยมสูงอยู่ การที่ประธานาธิบดีโอบามาไม่ได้ช่วยผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตก็อาจมีผลเสียต่อการเสียคะแนนของคนผิวดำที่อาจไม่ออกมาลงคะแนน

การบริหารประเทศยากขึ้น

หากพรรครีพับลิกันได้ครองเสียงข้างมากในทั้ง 2 สภา ก็จะทำให้การบริหารของประธานาธิบดีโอบามาใน 2 ปีข้างหน้าอยู่ในภาวะค่อนข้างลำบาก การผ่านกฎหมายซึ่งต้องผ่าน ทั้ง 2 สภา ก็จะยากขึ้นหากพรรครีพับลิกันไม่เห็นด้วย และพรรครีพับลิกันเองก็อาจริเริ่มนโยบายที่ประธานาธิบดีโอบามาไม่เห็นด้วยโดยการออกกฎหมายบังคับผ่านทางสภา ซึ่งประธานาธิบดีโอบามาจะต้องใช้อำนาจยับยั้งหรือวีโต้ถ้าจำเป็น ความโดดเด่นในการเป็นผู้นำของประธานาธิบดีโอบามาก็จะด้อยลงไป ในการลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2559 ผู้สมัครของพรรคเดโมแครตอาจได้ผลกระทบบ้างจากภาวการณ์ทางการเมืองดังกล่าว ซึ่งนั่นก็คือเป้าทางการเมืองของพรรครีพับลิกัน สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นแล้วในช่วง 2 ปีที่แล้วแม้ว่าพรรครีพับลิกันจะได้เสียงข้างมากเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎร การเล่นแง่เรื่องงบประมาณและการไม่ยอมขยายเพดานหนี้ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มุมมองอีกด้านหนึ่งก็มีการคาดการว่าพรรครีพับลิกันอาจไม่ทำอย่างที่กล่าวข้างต้นเพราะกังวลเกี่ยวกับภาพพจน์ ไม่อยากให้ประชาชนมองว่าเล่นการเมืองแบบขวางตลอดโดยไม่เห็นแก่บ้านเมืองซึ่งได้รับผลเสีย พรรครีพับลิกันต้องมองไปที่การเลือกตั้งประธานาธิบดีในอีก 2 ปีเช่นกัน และต้องเกรงว่าพรรคอาจถูกลงโทษโดยประชาชน พรรครีพับลิกันอาจเลือกที่จะทำงานกับฝ่ายบริหารคือประธานาธิบดีโอบามาในเรื่องที่เห็นพ้องต้องกันก็ได้ เพราะงานจะสำเร็จได้ก็โดยทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติร่วมมือกัน แต่มุมมองที่ว่าพรรครีพับลิกันจะไม่ร่วมมือและตั้งแง่ทางการเมืองดูจะเป็นไปได้มากกว่า

เป็นธรรมดาของพรรคการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่จะต่อสู้ช่วงชิงความได้เปรียบกัน

ข้อมูลนักเขียน :

บุญเลิศ ว่องพิบูลย์

อาจารย์พิเศษ สถาบันการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต เคยได้รับทุนมูลนิธิเอเชียไปเป็น Congressional Fellow ของ American Political Science Association ทำงานในรัฐสภาสหรัฐอเมริกา