วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เที่ยวอย่างไร ให้ไทย"ดูดี"

ปลายเดือนก.ย.ที่ผ่านมา ผมพาผู้บริหารที่เข้าร่วมหลักสูตรผู้นำ“Leadership Succession Program” หรือ LSP รุ่นที่ 3

ไปดูงาน โครงการหลวง และ สวนพฤกษศาสตร์ ที่เชียงใหม่ และได้มีโอกาสพบกับผู้นำและผู้คนในจังหวัดหลายท่าน ได้รับข้อมูลเรื่องแนวทางการพัฒนาจังหวัด ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

แต่ที่จะเล่าสู่กันฟังวันนี้ เป็นเรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นแหล่งที่มาของรายได้จำนวนมากของจังหวัดเชียงใหม่ มานานแสนนาน เพราะเชียงใหม่เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ มีวัฒนธรรม มีธรรมชาติ มีภาษาที่ไพเราะและอ่อนหวาน เป็นที่ประทับใจของชาวไทยและชาวต่างชาติ ตลอดมา

คนทุกชาติทุกภาษาที่มาเมืองไทย นอกจากการเยือนกรุงเทพแล้ว เชียงใหม่ก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักเสมอมา เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว มีภาพยนตร์ต่างประเทศเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับจังหวัดเชียงใหม่ และสร้างขึ้นด้วยงบประมาณที่จำกัด แต่กลับเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง และมีผลทำให้นักท่องเที่ยวจากชาติดังกล่าว มุ่งหน้ามาเที่ยวเชียงใหม่ของเรา เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย

ซึ่งก็น่าจะเป็นข่าวดี ด้านการท่องเที่ยว แต่กลายเป็นว่ามีปัญหาบางอย่างตามมาอย่างไม่น่าเชื่อ คือพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่มีมารยาททางสังคมที่เพียงพอ เช่นการส่งเสียงเอ็ดตะโร จนเป็นเรื่องปกติ ขาดมารยาทในการรับประทานอาหาร ชอบแซงคิว และบ้วนสิ่งสกปรกลงท้องถนน เป็นต้น

ผู้ใหญ่คนหนึ่งที่นั่นเล่าให้ฟังว่า ร้านอาหารบางแห่ง ถึงขนาดติดป้ายไว้ว่าไม่รับคนชาตินี้ เลยทีเดียว ซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร นอกจากนั้น อยู่ดีๆนักท่องเที่ยวเหล่านี้จำนวนหนึ่ง ก็พุ่งเป้าหมายไปท่องเที่ยวที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และมีพฤติกรรมที่รบกวนสถาบันการศึกษา (ซึ่งควรจะอยู่ในบรรยากาศทางวิชาการ อันสงบเงียบ) จนกระทั่งมหาวิทยาลัยต้องออกมา “จัดระเบียบ” ในการดูแลนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ ซึ่งปัจจุบันก็ลงเนื้อลงตัวได้ดีพอสมควร

ทำให้ผมนึกถึงคนไทย ที่ออกเดินทางไปต่างประเทศมากมายเช่นกัน ว่ามีพฤติกรรมเช่นใด ประเทศที่เราไปกันมากในระยะนี้ก็คือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหลังจากที่ไม่ต้องทำวีซ่า พวกเราก็ไปท่องเที่ยวที่นั่นกันมากมาย จนเสียงภาษาไทยดังไปทั่วญี่ปุ่นแล้ว น่าคิดเหมือนกันว่าคนไทยเรานั้น นอกจากรอยยิ้มอันเป็นธรรมชาติ และอารมณ์ขันเป็นนิจ ซึ่งเป็นที่ประทับใจคนทุกชาติมาแล้ว เรามีพฤติกรรมอะไรดีๆอีกบ้าง ที่จะทำให้เจ้าบ้านเขารู้สึกประทับใจเรายิ่งขึ้น ขณะเดียวกันพฤติกรรมที่ไม่ดี ไม่งาม แต่เราอาจทำไปโดยไม่รู้ตัว มีอะไรที่ควรจะต้องปรับปรุงบ้างไหม

คนญี่ปุ่นเขามีระเบียบวินัยมากกว่าเรา เขาตรงเวลามากกว่าเรา เขาทิ้งขยะด้วยความรับผิดชอบมากกว่าเรา เพราะนั่นเป็นอุปนิสัยที่ฝังลึกอยู่ในสายเลือดของเขา นอกจากนั้นมารยาทการใช้ห้องสุขาของเขา ก็เป็นไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อยและคำนึงถึงผู้ใช้รายต่อไปเสมอ อัธยาศัยก็สุภาพเรียบร้อย เจ้าหน้าที่โรงแรม ออกมายืนส่งแขกนักท่องเที่ยว แสดงความขอบคุณ โบกมืออำลา โค้งแล้วโค้งอีก จนกว่ารถบัสของเราจะพ้นโค้งสุดท้าย และลับไปจากสายตาเขา ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ ต้องยอมรับว่า ยังไม่ใช่นิสัยของคนไทย

ไปญี่ปุ่นครั้งล่าสุดเมื่อเดือนก่อนนี้ ไกด์เล่าให้ฟังว่าได้ไปเดินที่ตลาดสด ซึ่งมีพ่อค้าแม่ค้านำสินค้าเกษตรมาวางจำหน่าย พบว่ามีร้านหนึ่งที่ขายดีมากจนสินค้าหมดแล้วตั้งแต่ตอนบ่าย ซึ่งเจ้าของร้านก็ควรกลับบ้านได้แล้ว แต่คนญี่ปุ่นเจ้าของร้านนี้ ยังคงยืนอยู่หน้าร้าน โค้งแล้วโค้งอีก ส่งเสียงขอบคุณผู้คนที่เดินผ่านไปมา ขอโทษที่วันนี้สินค้าหมด พรุ่งนี้จะนำมาจำหน่ายอีก เขาพูดซ้ำแล้วซ้ำอีก หลายชั่วโมง จนกระทั่งตลาดปิด ซึ่งพ่อค้าญี่ปุ่นทุกคนคงไม่เป็นเช่นนี้ แต่ที่คนนี้ทำ ก็น่าจะสะท้อนความเป็น “ญี่ปุ่น” ในระดับหนึ่งเหมือนกัน

ทั้งนี้ ผมไม่ได้บอกว่าเราจะต้องเลียนแบบชาติใด เพราะคนแต่ละชาติ ต่างก็มีมารยาท วัฒนธรรมและเสน่ห์ ที่แตกต่างกันไป ผมเพียงแต่บอกว่า สิ่งดีๆของเราชาวต่างชาติเขาก็ชื่นชมเราอยู่แล้ว แต่เราจะต้องป้องกันไม่ให้คนไทย ไปทำในสิ่งที่ชนชาติอื่น เขารู้สึก “ดูแคลน” เท่านั้นเอง เช่นคนบางชาติ ยกโขยงมาท่องเที่ยวและตีกอล์ฟ ที่บ้านเรา แต่พฤติกรรมในสนามกอล์ฟนั้น มีความรุนแรง ตบตีและด่าทอกัน จนทำให้นักกอล์ฟชาติต่างๆ เอือมระอา เป็นต้น

แตกต่างไปจากวันที่เราแข่งขันฟุตบอลเอเชี่ยนเกมรอบรองสุดท้าย เมื่อหลายสัปดาห์ก่อน และเราโดนกรรมการปรับให้เป็นลูกโทษ ทั้งๆที่น่าจะเป็นการทำฟาวล์นอกเขตโทษ นายทวารของเราเดินออกมาประท้วงกรรมการ ผมดูทีวีอยู่ เห็นแล้วรู้สึกประทับใจ เพราะใบหน้านายทวารไทยของเรา ในขณะที่ประท้วงนั้น มีรอยยิ้มตลอดเวลา คนจากชาติเจ้าภาพเขาคงไม่เข้าใจ และคงคิดว่า “คนอะไรวะ นาทีวิกฤติอย่างนี้ จะเสียลูกโทษอยู่แล้ว มันยังประท้วงไปยิ้มไป ได้ขนาดนี้เชียวหรือ”

ผมก็อยากจะบอกว่านี่แหละยิ้มสยาม ที่เป็นธรรมชาติสุดๆ และไม่มีชนชาติใดในโลกนี้ ทำได้เสมอเหมือน ยังจำกรรมการคนไทยที่ไปตัดสินฟุตบอลโลกได้ไหมครับ เขาเป่านกหวีดแจกใบเหลืองใบแดง แต่ใบหน้าก็เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มสยามเช่นกัน เสน่ห์ไทยอย่างนี้ ใครก็เอาไปจากเราไม่ได้แน่นอน

เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาล ของประเทศที่นักท่องเที่ยว ทะลักมาเที่ยวเชียงใหม่และไปเที่ยวประเทศต่างๆทั่วโลก จนถูกกล่าวหาว่ามารยาทสังคมยังไม่ดีพอ เขาคงตระหนักดีว่า ขืนปล่อยไว้เช่นนี้ ก็เสื่อมเสียต่อหน้าตาของประเทศ เขาจึงออก “คู่มือ” เผยแพร่แก่คนของเขาว่า เมื่อเดินทางไปต่างประเทศ ควรประพฤติตนเช่นใด และหลีกเลี่ยงการกระทำใด

ผมคิดว่า คนไทยเรา แม้จะพัฒนากฎกติกา และมารยาท ระดับสากล มาได้ดีระดับหนึ่งแล้วก็ตาม แต่คงยังไม่เพียงพอ และเราก็ต้องยอมรับว่ายังมีคนไทยอีกจำนวนหนึ่ง ที่เริ่มมีรายได้และออกเดินทางต่างประเทศ เป็นครั้งแรกๆ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องตอกย้ำว่า ทุกครั้งที่คนไทยไปประเทศใดก็ตาม จะต้องปฏิบัติตาม “คู่มือมารยาท” ที่เหมาะสม เช่นการรับประทานอาหาร การข้ามถนน การซื้อสินค้า การทิ้งขยะ การใช้ห้องสุขา ฯลฯ

หรือการเดินทางไป "ดูงาน" ต่างประเทศ ก็ควรจะต้องมีจิตสำนึกว่า เมื่อนัดเขาไว้แล้ว ก็ต้องไปดูงานตามนัด ฟังอย่างตั้งใจ และไปตามจำนวนคนที่ได้แจ้งเขาไว้แล้ว ไม่ใช่หนีไปเที่ยวหรือชอปปิง จนเหลือไม่กี่คน ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงประเทศชาติอย่างยิ่ง

คนที่น่าจะมีส่วนช่วยได้ ผมคิดว่าก็คือ ไกด์ นั่นเอง ถ้าหากทุกทัวร์ ถือเป็นหลักปฏิบัติเดียวกันว่า เมื่อนักท่องเที่ยวไทยไปถึงประเทศใด สิ่งที่จะต้องพูดตั้งแต่วันแรกเลย ก็คือแจ้งแนวปฏิบัติ (และไม่พึงปฏิบัติ) ในระหว่างที่อยู่ประเทศนั้นๆ ว่ามีอะไรบ้าง อย่างนี้ก็จะช่วยได้เยอะ


อย่าลืมนะครับ ไม่ว่าจะไปกัน 5 คน หรือ 10 คน ก็ไม่มีใครเขารู้หรอกว่า แต่ละคนชื่ออะไร มาจากบริษัทอะไร มาทำไม เขารู้เพียงว่า พวกหัวดำๆ ที่หัวเราะต่อกระซิก ส่งเสียงคุยกัน และชอปปิงสนุกสนานนั้น มีชื่อว่า “คนไทย” ซึ่งถ้าหากพวกเรามารยาทดีน่าประทับใจ เขาก็ชื่นชม ถ้าทำไม่ดี เขาก็รู้สึกดูแคลน เสียชื่อไปทั้งประเทศ


ถ้าหากเราไม่ต้องการให้เขา ดูแคลน (หรืออาจเลยเถิดไปถึงการติดป้าย “ไม่ต้อนรับ” เหมือนที่มีข่าวว่าภัตตาคารบางแห่งในเชียงใหม่เคยทำมาแล้วกับคนบางชาติ) เราก็ต้องรีบทำอะไรบางอย่าง เพื่อ “ติดอาวุธมารยาท” ให้แก่นักท่องเที่ยวไทย เพื่อที่ว่าในการเดินทางครั้งต่อไป ไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ ข้าราชการ หรือประชาชนทั่วไป ก็ตาม........จะได้ช่วยกันทำให้ไทยเรา... “ดูดี” ยังไงล่ะครับ