ภาษีมรดก เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เป็นนโยบายสำคัญที่ คสช. และรัฐบาลพยายามผลักดันให้เกิดขึ้น
โดยปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการยกร่างของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคาดว่าจะประกาศใช้ในปีหน้า ซึ่งอีกไม่นานก็คงจะได้ทราบโดยชัดเจนเสียทีว่าหน้าตาของกฎหมายดังกล่าวนี้จะเป็นอย่างไร และจะกระทบใครบ้างมากน้อยเพียงใด
เมื่อพิจารณาในเชิงหลักการ การจัดเก็บภาษีมรดกมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเครื่องมือลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม รวมทั้งการเพิ่มรายได้ให้แก่รัฐ ซึ่งก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาสำคัญประการหนึ่งของสังคมไทยที่เรื้อรังมายาวนาน ดังจะเห็นได้จากรายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำฯ ของสภาพัฒน์ฯ ฉบับล่าสุด (พ.ศ. 2555) ชี้ชัดว่ารายได้ยังคงกระจุกตัวอยู่ที่คนกลุ่มเล็ก กล่าวคือคนเพียง 10% ถือครองรายได้ถึง 39.3% ของรายได้ทั้งหมด ในขณะที่เมื่อพิจารณาในด้านการถือครองทรัพย์สิน เช่น เงินฝากและการถือครองที่ดิน ช่องว่างดังกล่าวยิ่งกว้างออกไปจนถึงขั้นวิกฤติ ดังนั้น การที่รัฐบาลมีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำโดยใช้ภาษีมรดกเป็นเครื่องมือจึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ และมีหลายประเทศที่นำมาตรการเดียวกันนี้มาใช้เช่นกัน เช่น สหรัฐอเมริกา กลุ่มประเทศยุโรปส่วนใหญ่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น
เท่าที่มีการเปิดเผยหลักการเบื้องต้นของร่างกฎหมายนี้ เกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนดให้ต้องเสียภาษีซึ่งตั้งไว้ที่ 50 ล้านบาทนั้น สื่อให้เห็นถึงจุดประสงค์ของรัฐบาลที่ตั้งใจจะเก็บภาษีมรดกจากผู้ที่มีฐานะร่ำรวยมหาศาล ส่วนมนุษย์เงินเดือนทั่วไปคงไม่มีทรัพย์สินหรือมีโอกาสที่จะได้รับมรดกมากมายถึงขนาดนั้น ภาษีมรดกจึงคงจะกระทบต่อบุคคลเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก็คงสอดคล้องกับความรู้สึกของคนที่มีฐานะปานกลางทั่วไปที่เห็นว่าทรัพย์สินเหล่านั้นก็เกิดจากการทำงานด้วยความเหนื่อยยากตรากตรำเพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว และเก็บออมไว้บางส่วนเพื่อเป็นมรดกไว้ให้ลูกหลานจะได้ไม่ลำบาก และในช่วงที่เจ้ามรดกมีชีวิตอยู่ก็ได้เสียภาษีต่างๆ สำหรับรายได้เหล่านั้นไปแล้ว อย่างเช่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นต้น การที่จะเก็บภาษีมรดกเพิ่มเข้ามาด้วยนั้นก็ฟังดูไม่ค่อยจะเป็นธรรมนัก
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากหลักการทางกฎหมาย หากจะให้เป็นไปตามหลักการเก็บภาษีอากรที่ดีแล้วก็ควรเป็นการเก็บแบบฐานกว้าง เพื่อให้การเก็บภาษีนั้นเป็นไปอย่างเป็นธรรม ซึ่งหมายความว่า ที่ตั้งไว้ 50 ล้านบาทนั้นควรลดให้ต่ำลงมา แต่ในขณะเดียวกัน อัตราภาษีที่เก็บก็ควรที่จะลดลงมาด้วย และควรที่จะเก็บแบบอัตราก้าวหน้า คือ อัตราภาษีแบ่งเป็นขั้นๆ ไปในลักษณะทำนองเดียวกันกับที่เก็บจากภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในปัจจุบัน และควรที่จะต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วยเพื่อใช้ประกอบการคำนวณในการหักหรือลดหย่อนภาษี เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้รับมรดกด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ นอกเหนือจากภาษีมรดกแล้ว ก็ควรพิจารณาแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับภาษีอื่นๆ เพื่อให้สอดคล้องไปด้วย เช่น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงภาษีการให้ เพื่อที่จะได้เลี่ยงปัญหาการจัดเก็บภาษีมรดกที่ไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากความพยายามในการที่จะเปลี่ยนแปลงภาระทางภาษี โดยการยกให้ก่อนตาย หรือการให้นิติบุคคลเป็นผู้ถือครองที่ดินแทน เป็นต้น
อีกสิ่งหนึ่งที่ควรที่จะปรับปรุงตามไปด้วยหากมีการจัดเก็บภาษีมรดกก็คือ “สวัสดิการสังคม” ในประเทศที่มีการเก็บภาษีมรดกนั้นส่วนใหญ่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว และมีระบบสวัสดิการที่จัดได้ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีถึงดีมาก ซึ่งก็เกิดจากการอัตราภาษีต่างๆ ที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น หากมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาษีโดยเรียกเก็บภาษีมากขึ้น สวัสดิการของประชาชนก็น่าจะได้รับการปรับปรุงตามไปด้วย อีกทั้งการปรับปรุงระบบบริการสาธารณะต่างๆ และการกระจายการพัฒนาไปสู่ท้องถิ่นก็ควรทำควบคู่ไปด้วย เพราะในปัจจุบันยังเห็นได้ชัดถึงความแตกต่างของสังคมเมืองหลวงและสังคมต่างจังหวัดในการเข้าถึงบริการสาธารณะที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยเช่นกัน
การจัดเก็บภาษีมรดกถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีทางหนึ่งในการที่จะลดความเหลื่อมล้ำในสังคม และทำให้มีการกระจายทรัพยากรให้เกิดประโยชน์ที่แท้จริง แต่ก็ต้องดำเนินการจัดเก็บให้มีประสิทธิภาพด้วย เพราะเชื่อแน่ว่าบรรดามหาเศรษฐีก็คงเร่งทำการวางแผนเพื่อหาทางเปลี่ยนแปลงภาระทางภาษีดังกล่าว ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจและไม่ใช่ความผิดของเขาเหล่านั้นด้วย แต่ก็อาจทำให้การจัดเก็บภาษีมรดกไม่สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ และคนที่ได้รับผลกระทบจริงๆ คงเป็นคนที่มีทรัพย์สินในระดับหนึ่งหรืออาจเป็นเศรษฐีใหม่ที่ไม่สามารถเตรียมการรับมือได้ทัน ซึ่งอาจทำให้การมีภาษีมรดกเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมเป็นเพียงอุดมคติที่ไม่อาจทำได้จริง
นอกจากนี้ ในแง่บริบทอาเซียน อาจมีความเป็นไปได้ว่านักลงทุนจำนวนหนึ่งอาจย้ายฐานการลงทุนไปประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอาเซียนมากขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงภาระทางภาษีดังกล่าว และอาจต้องตั้งเป็นข้อสังเกตในเบื้องต้นด้วยว่าในหลายๆ ประเทศได้ทำการยกเลิกระบบภาษีมรดกแล้ว อาทิ ประเทศนิวซีแลนด์ (1992) นอร์เวย์ (2014) สิงคโปร์ (2008) และสวีเดน (2005) รวมทั้งอีกหลายๆ มลรัฐในสหรัฐอเมริกาด้วย จากหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แม้แต่ประเทศที่มีระบบรัฐสวัสดิการดีที่สุดอย่างสวีเดนและนอร์เวย์ยังยกเลิกระบบภาษีดังกล่าว รัฐบาลก็อาจจะต้องใช้ความรอบคอบมากขึ้นในการจัดโครงสร้างภาษีมรดกที่เหมาะสมเพื่อให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการจัดเก็บภาษีที่แท้จริง โดยต้องไม่ลืมที่จะศึกษาด้วยว่าเหตุใดหลายๆ ประเทศจึงได้ทำการยกเลิกระบบภาษีดังกล่าว






