วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตำรวจอังกฤษจะมา "ช่วย" สอบสวนหรือแค่ "สังเกตการณ์"?

อังกฤษจะส่งตำรวจมาไทยในการสอบสวน กรณีฆาตกรรมนักท่องเที่ยวอังกฤษสองคนที่เกาะเต่า

มีคำถามว่าเขามาในฐานะอะไร?

นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา บอกว่า เจ้าหน้าที่อังกฤษมาเพื่อ “สังเกตการณ์” ไม่ได้มาร่วมสอบสวน

ตำรวจไทยยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ต่างประเทศ มาร่วมสอบสวนคดีของไทยไม่ได้ เป็นเรื่องของอธิปไตยแห่งชาติ

สำนักข่าวบีบีซีและหนังสือพิมพ์อังกฤษบางฉบับ รายงานข่าวก่อนนายกฯ ไทยกลับจากการพบกับนายกฯ อังกฤษ เดวิด แคมมารอน ว่า ตำรวจอังกฤษจะถูกส่งมา “ช่วย” ในการสอบสวนคดีนี้

สื่ออังกฤษอ้างว่า นายกฯไทยซึ่งเคยคัดค้านไม่ยอมให้ตำรวจอังกฤษมีส่วนในการสอบสวนยอมแล้ว หลังพบกับนายกฯ อังกฤษ ระหว่างการพบกันนอกรอบที่เมืองมิลาน อิตาลี อันเป็นที่ประชุมสุดยอดของ ASEM

ภาษาข่าวของสื่ออังกฤษบอกเป็นนัยว่า ตำรวจผู้ดีอังกฤษจะมาร่วมสอบสวน แม้จะยอมรับว่าตำรวจไทยจะเป็น “ฝ่ายนำ” ในการทำหน้าที่แต่ก็ต้องการให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปอย่าง “ยุติธรรมและโปร่งใส”

ตีความระหว่างบรรทัดว่าเขาไม่เชื่อว่าจะยุติธรรมและโปร่งใสหากไม่มีคนของเขามา “ร่วม” ทำงานด้วย

จึงเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่งที่ฝ่ายไทย ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือกระทรวงต่างประเทศไทย ที่จะต้องออกมาชี้แจงให้ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่อังกฤษจะบินมากรุงเทพฯด้วยภารกิจอะไรกันแน่

มา “ร่วม” สอบสวนหรือมา “ช่วย” หรือมา “สังเกตการณ์”

ภาษาที่สื่ออังกฤษใช้ไม่ว่าจะ “join” หรือ “assist” หรือ “observe” ล้วนมีความแตกต่างในความหมายที่มีนัยสำคัญ

และเราจะปล่อยให้มีการตีความไปตามที่แต่ละฝ่ายเข้าใจไม่ได้ เพราะกรณีนี้จะเป็นคดีตัวอย่างที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวิถีปฏิบัติ ที่มีความสำคัญต่อความน่าเชื่อถือของสถานภาพของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ของไทยในประเทศและระหว่างประเทศ

นายกฯอังกฤษบอกนายกฯไทยว่า คงต้องใช้เวลาระยะหนึ่งที่จะให้คนอังกฤษทั่วไปเข้าใจเรื่องนี้

เหตุที่คดีนี้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่อังกฤษ เพราะรายงานข่าวเกี่ยวกับการจับตัวผู้ต้องสงสัยที่เป็นคนพม่า และมีข่าวเรื่องการตรวจดีเอ็นเอกับข่าวเรื่องวิธีการปฏิบัติต่อผู้ถูกกล่าวหาว่า เปิดเผยและโปร่งใสเพียงใด

สื่ออังกฤษเล่นข่าวนี้อย่างกว้างขวางและนำเสนอข่าวไปในทำนองน่าสงสัยว่ามีการ “จับแพะ” หรือไม่ อีกทั้งความล่าช้าในการดำเนินคดีนี้ก็ก่อให้เกิดคำถามต่อเนื่องมากมาย

เหตุเพราะคนไทยที่ติดตามเรื่องนี้ก็มีข้อสงสัยที่ตำรวจยังไม่สามารถคลี่คลายได้ แม้ว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะยืนยันว่า ไม่มีการซ้อมผู้ต้องหาและไม่มีการจับแพะแต่อย่างใด

เรื่องไม่จบตรงที่ตำรวจไทยปฏิเสธข่าวทางลบ เพราะกระบวนการสอบสวนยังไม่สามารถตอบคำถามเหล่านั้นได้ จึงเป็นที่มาของการที่รัฐบาลอังกฤษและพม่าต้องตั้งประเด็นนี้กับนายกฯไทย เป็นการส่วนตัว ทั้ง ๆ ที่เวทีการพบปะระหว่างผู้นำไทยกับสองประเทศนั้น เป็นเรื่องระดับนานาชาติที่ห่างไกลจากรายละเอียดของคดีนี้อย่างชัดเจน

แต่ความไม่โปร่งใสของกระบวนการยุติธรรมเป็นเรื่องใหญ่สำหรับทุกประเทศ ดังนั้นครั้งนี้จึงเป็นบทเรียนสำคัญยิ่งสำหรับกระบวนการยุติธรรมของไทยในอนาคต ไม่ว่าผู้เสียหายจะเป็นคนไทยหรือคนต่างชาติ

หาไม่แล้วก็จะเจอกับกรณีคนข้างนอกจะขอมา “ช่วย” สอบสวนร่วมด้วย ซึ่งจะมีผลกระทบต่อทั้งกระบวนการยุติธรรมของประเทศอย่างปฏิเสธได้ยาก