วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"คนมีสี"พันค้าของเถื่อน ข่าวใหม่ที่เพิ่งรู้กันหรือ?

เห็นข่าว ผบ.ทบ.และรัฐมนตรีในรัฐบาลสั่งดำเนินการขั้นเด็ดขาด กับทหารที่พัวพันค้าของเถื่อนตามแนวชายแดน

ตามที่อธิบดีกรมศุลกากรออกมาแฉแล้วก็รู้สึกสะท้อนใจ... ไม่รู้ท่านจะยึดอำนาจมาทำไม ถ้าท่านทำได้เพียงแค่นี้

เรื่องราวของ “คนมีสี” ซึ่งไม่ใช่สีเดียว แต่ทุกสี พัวพันขบวนการค้าของเถื่อนนั้น จะว่าไปก็เป็นเรื่องธรรมดา มีพบเห็นกันได้ทุกด่านชายแดน และจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านทุกจังหวัด ไม่เฉพาะด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว เท่านั้น ถือเป็นเรื่องที่รู้ๆ กันอยู่

แต่ก็น่าแปลกก็คือ เหตุใดคณะรัฐบาลซึ่งมีหัวหน้าคณะควบตำแหน่งหัวหน้า คสช.ด้วยกลับทำเสมือนไม่รู้ และเพิ่งมากำชับให้เข้มงวดกวดขัน

จริงๆ แล้วถ้าท่านคิดจะแก้ปัญหาทุจริตประพฤติมิชอบในบ้านเมืองนี้ สิ่งแรกที่ท่านต้องทำทันทีที่เข้าควบคุมอำนาจการปกครองก็คือ จัดการกับบรรดา “คนมีสี” ที่ตั้งตนเป็นผู้มีอิทธิพล เรียกรับผลประโยชน์ จัดฮั้วประมูล ไปจนกระทั่งตั้งด่านรับส่วยจากขบวนการค้าของเถื่อน ธุรกิจเถื่อน ซึ่งมีอยู่แทบทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย

แต่ผ่านมาเกือบครึ่งปีดูเหมือนจะมี “เสธ.เจมส์” เพียงคนเดียวที่เคราะห์ร้ายถูกดำเนินคดี ทั้งๆ ที่ยังมี “มาเฟียมีสี” ชื่อดังอีกมากมายที่ยังอยู่รอดปลอดภัย เดินแทบจะไหล่ชนกันอยู่แล้ว

คิดจะแก้ทุจริต ต้องเริ่มจากข้าราชการก่อน ไม่ใช่นักการเมือง เพราะนักการเมืองมาแล้วก็ไป (และตอนนี้ก็ไม่มีนักการเมืองอยู่ในตำแหน่ง) แต่ข้าราชการทำหน้าที่ถาวร ถ้าข้าราชการเข้มแข็ง มีเครือข่ายความดี มีภาคประชาชนสนับสนุน นักการเมืองย่อมทำอะไรไม่ได้

แต่ความจริงที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ดูจะสวนทาง แม้จะมีการรัฐประหาร ขุนทหารเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง แต่ก็ไม่มีสัญญาณอะไรในทางที่ดีขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ กรณีที่ นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ตอบคำถามนักข่าวเรื่อง “เสี่ยโจ้” ผู้ต้องสงสัยคดีค้าน้ำมันเถื่อนคนสำคัญของภาคใต้ หลบหนีคำพิพากษาศาลจังหวัดปัตตานีในคดีปลอมแปลงเอกสารและดวงตราประทับเข้าเมืองปลอม ซึ่งศาลสั่งลงโทษจำคุก 1 ปี 9 เดือนไม่รอลงอาญา แต่ยังไม่ทันเดินพ้นประตูศาล “เสี่ยโจ้” ก็หนีหายไปจากการช่วยเหลือของตำรวจนายหนึ่ง

เชื่อไหมว่า นายกฯประยุทธ์ กลับตอบคำถามนักข่าวทำนองว่า การหายตัวไปของ “เสี่ยโจ้” ไม่เกี่ยวกับทหาร แล้วก็บ่นเชิงตัดพ้อสื่อว่าอย่าไปเขียนทำนองนั้นอีก และว่า “เสี่ยโจ้” หลบหนีไปเอง ทั้งๆ ที่ถ้าต่อสู้คดี ป่านนี้จบไปแล้ว

นี่คือ “คำตอบ” ที่เป็นคนละเรื่องกับ “คำถาม” ยิ่งกว่า “ไปไหนมา สามวาสองศอก” เพราะสิ่งที่ประชาชนอยากรู้มีหลายอย่าง และเท่าที่ติดตามดูข่าวก็ไม่มีสื่อกระแสหลักค่ายใดที่กล่าวหาทหารในทำนองที่ว่าไปทำให้ “เสี่ยโจ้” หายตัวไป

คำถามที่ท่านสมควรตอบ แต่ไม่ตอบมีดังนี้

1.ท่านเชื่อหรือว่าตำรวจวัยใกล้เกษียณเพียงคนเดียวจะกล้าช่วยเหลือผู้ต้องหาคนสำคัญของทางการที่ถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวโยงกับ “ภัยแทรกซ้อน” หรือธุรกิจผิดกฎหมายซึ่งฝ่ายความมั่นคงเชื่อว่าเป็นดั่งท่อน้ำเลี้ยงทำให้ไฟใต้ลุกโชน

ถ้าท่านไม่เชื่อ ท่านจะจัดการอย่างไร เพราะขณะนี้ตำรวจทำท่าจะปิดคดีด้วยการโยนบาปให้ตำรวจรายนี้รับผิดคนเดียว

2.มีการวิจารณ์กันถึงการจ่ายส่วย จ่ายค่าดูแล หรือศัพท์ที่ใช้ในพื้นที่เรียกว่า “จ่ายรายการ” ให้แก่ “คนมีสีระดับสูง” ทั้งในและนอกพื้นที่ชายแดนใต้ รวมไปถึงนักการเมืองบางกลุ่ม บางค่ายด้วย

ถ้าท่านถามหาหลักฐาน ก็ขอให้ไปดูที่ “ดีเอสไอ” และ “ปปง.” ซึ่งได้หลักฐานจากการตรวจค้นสถานประกอบการของผู้ต้องสงสัยรายนี้เมื่อเดือน ต.ค.ปี 55 พบบัญชีส่วยระบุ “ตำแหน่งของบุคคล” และ “ด่านตรวจ-ด่านสกัด” ที่ต้องจ่าย พร้อมตัวเลขอย่างชัดเจน

นอกจากนั้นยังมีการยึดคอมพิวเตอร์ไปถอดข้อมูลด้วย แต่ป่านนี้ยังไม่มีการรายงานผลการดำเนินการอย่างเป็นทางการ

เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงบางหน่วยบอกว่ามีหลักฐานอยู่ที่ 2 หน่วยงานนี้เป็นกองๆ แต่เห็นใดจึงไม่ขยับทำอะไรให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

ถามว่าท่านจะทำอย่างไรกับข้อมูลเหล่านี้?

3.สาเหตุหนึ่งที่ประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่เชื่อมั่นการทำงานของเจ้าหน้าที่ ก็เพราะมีการทำธุรกิจผิดกฎหมาย ขนของเถื่อน น้ำมันเถื่อน และค้ายาเสพติดกันแทบจะเสรี ชาวบ้านเขามองว่าที่ขบวนการพวกนี้อยู่ได้เพราะมีเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง ท่านจะแก้อย่างไร

ก่อนที่ท่านจะเคลิบเคลิ้มไปกับวาทกรรม “ทุ่งยางแดงโมเดล” ที่ชูขึ้นมาหวังกู้หน้าจากเหตุการณ์เผาโรงเรียน 6 แห่งพร้อมกัน ท่านลองย้อนดูเหตุการณ์เมื่อเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว มีตำรวจชุดปราบน้ำมันเถื่อน 5 นายถูกยิงเสียชีวิตคารถกลางวันแสกๆ ที่ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร และท่านจับใครไปบ้างแล้ว ใครที่มีอิทธิพลถึงขนาดสั่งฆ่าตำรวจได้ถึง 5 นายในคราวเดียว ซึ่งถ้าฆ่าตำรวจยังทำได้ เผาโรงเรียนก็แค่เรื่องเด็กๆ

ถ้าท่านตอบคำถามพวกนี้ไม่ได้ และไม่ยอมขยับแก้ไขอะไร ก็เลิกพูดว่าจะปราบทุจริตเป็นวาระแห่งชาติเสียทีเถอะ...เสียเวลา!