บันทึกนี้เป็นบันทึกอย่างเป็นทางการเพียงหนึ่งเดียวที่บันทึกความเปลี่ยนแปลงตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์
บทนำ
เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2014 ที่ผ่านมา สำนักพระราชวังญี่ปุ่นได้เปิดเผยใจความใน “บันทึกจริงพระจักรพรรดิโชวะ” ซึ่งได้บันทึกพระราชกรณียกิจตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ในบันทึกนี้ คำอธิษฐานของพระจักรพรรดิต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (御告文/โอสึเงะบุมิ) ในระหว่างสงครามได้ถูกเปิดเผยขึ้นเป็นครั้งแรก ทำให้ทราบว่าคำอธิษฐานได้เกิดขึ้นก่อนสงครามสิ้นสุดลงในระหว่างปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมปี 1945 และเป็นการชี้ให้เห็นถึงปัญหาใหม่ของประวัติศาสตร์ยุคโชวะเกี่ยวกับพระราชประสงค์ที่แท้จริง
พระจักรพรรดิได้ทรงมีพระราชดำริให้พิจารณาการยุติสงครามในการประชุมต่อหน้าพระพักตร์เมื่อวันที่ 22 มิถุนายนและการทำงานเพื่อมุ่งไปสู่สันติภาพโดยมีสหภาพโซเวียตเป็นตัวกลางก็เป็นไปด้วยดีในเดือนกรกฎาคม การสิ้นสุดสงครามจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ผู้เชี่ยวชาญจึงไม่เข้าใจว่าพระจักรพรรดิที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้ยุติสงครามจึงได้มีคำอธิษฐานให้ชนะสงคราม
บันทึกนี้เป็นบันทึกอย่างเป็นทางการเพียงหนึ่งเดียวที่บันทึกความเปลี่ยนแปลงตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ ตั้งแต่พระราชสมภพในปี 1901 จนถึงการเสด็จสวรรคตในปี 1989 และพระราชพิธีฝังพระบรมศพในที่สุด บันทึกนี้อยู่บนพื้นฐานของบันทึกประจำวันของผู้ใกล้ชิดและเอกสารทางการต่างๆ รวมกว่า 3,000 รายการ โดยเรียงตามลำดับวันที่เกิดก่อนหลัง
คำอธิษฐานที่กล่าว หมายถึง คำอธิษฐานของพระองค์ที่มีต่อศาลเจ้า 3 แห่งในพระราชวัง (宮中三殿) และอีเสะยิงงู (伊勢神宮) หรือคำอธิษฐานของผู้แทนพระองค์ที่มีต่อศาลเจ้าอื่นๆ บันทึกจริงพระจักรพรรดิโชวะมีคำอธิษฐานรวมกัน 11 ฉบับ ซึ่งรวมถึงที่ทำในสมัยไทโชด้วย ที่สำคัญมีฉบับวันที่ 9 ธันวาคม 1941 ภายหลังการประกาศสงครามในมหาสมุทรแปซิฟิก ฉบับวันที่ 12 ธันวาคม 1942 ในการอธิษฐานต่อ อีเสะยิงงู เพื่อชัยชนะ ฉบับวันที่ 30 กรกฎาคม 1945 ที่อุสะยิงงู (宇佐神宮) ฉบับวันที่ 1 สิงหาคม 1945 ที่คาฮิงาวะยินยะ (氷川神社) และฉบับวันที่ 2 สิงหาคม 1945 ที่คาชิอิงู (香椎宮) ซึ่งอธิษฐานขอให้ศัตรูพ่ายแพ้และผ่านพ้นเภทภัย สามฉบับหลังเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยากยิ่งเนื่องจากอยู่ในช่วงที่พระองค์มีพระราชประสงค์ให้ยุติสงคราม ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าใจความในคำอธิษฐานอาจจะเป็นการลวงบางฝ่ายในกองทัพบกที่คลั่งสงครามในขณะที่พระองค์กำลังทรงงานเพื่อไปสู่การยุติสงคราม หรือ อาจจะเป็นการสร้างความฮึกเหิมให้แก่กองทัพเพื่อให้มีข้อต่อรองที่ดีในการเจรจายุติสงคราม
นอกจากบันทึกฉบับนี้แล้ว ยังมี โทมิตะเมโม ซึ่งเป็นบันทึกประจำวันของโทมิตะ โทโมฮิโกะ (富田朝彦) อดีตเลขาธิการสำนักพระราชวังญี่ปุ่นที่นิฮอนเคอิไซชิมบุนได้สืบค้นมาและเป็นที่มาของแหล่งหลักฐานที่เชื่อถือได้ 179 แห่งและสำนักพระราชวังเองก็ยอมรับในความน่าเชื่อถือ
สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในบันทึกได้แก่ พระราชหัตเลขาและพระราชนิพนธ์ของพระจักรพรรดิในสมัยยังทรงเยาว์วัย และ “บันทึกพระราชกระแสรับสั่ง” (拝聴録) ของข้าราชการผู้ใกล้ชิดในวังเกี่ยวกับการกำหนดนโยบายในยุคก่อนและระหว่างสงคราม
สำนักพระราชวังญี่ปุ่นได้เริ่มจัดทำบันทึกนี้ตั้งแต่ยุคทศวรรษที่ 1990 โดยคาดว่าจะใช้เวลา 16 ปีแล้วเสร็จ แต่เนื่องจากมีหลักฐานใหม่ที่ค้นพบสำคัญๆ 2 ครั้งใหญ่ๆ ด้วยกัน จึงได้ใช้เวลาเพิ่มขึ้นเป็น 24 ปี
บันทึกจริงพระจักรพรรดิโชวะ
ก่อนการปฏิบัติหน้าที่ผู้สำเร็จราชการ
(1901 - 1926)
ประสูติ
พระจักรพรรดิโชวะทรงพระประสูติในปี 1901 (ปีเมจิที่ 34) ในวันที่ 29 เมษายน เวลา 22.10 นาฬิกา ในขณะที่พระราชบิดา (พระจักรพรรดิไทโช) ซึ่งทรงดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารขณะนั้น กำลังประทับที่วังส่วนพระองค์ฮะยามา (葉山御用邸) ได้ปรากฏต่อหน้าพระพักตร์เมื่อพระราชบิดาเสด็จกลับพระนครในวันที่ 3 พฤษภาคมถัดมาและได้รับพระราชทานนามจากพระจักรพรรดิเมจิ (พระอัยกา) ในสมัยนั้นว่า ฮิโรฮิโต (裕仁) และพระราชทินนามว่า มิจิโนะมิยะ (廸宮)
เสด็จประพาสกับภัยแผ่นดินไหว
ในปี 1921 (ไทโชปีที่ 10) พระองค์ได้เสด็จประพาสยุโรปในระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนกันยายนและทรงบรรลุนิติภาวะ (20 พรรษา) ในระหว่างนั้น พระองค์ได้เสด็จไปทอดพระเนตรพื้นที่การรบหนักหน่วงที่สุดของสงครามโลกครั้งที่ 1 ที่เมือง Verdun ของฝรั่งเศส และทรงอดกลั้นความรู้สึกไม่ได้ที่จะตรัสว่า “สงครามเป็นสิ่งที่น่ารันทดจริงๆ”
วันที่ 25 พฤศจิกายนปีเดียวกัน พระจักรพรรดิไทโชทรงมีพระอาการประชวรทรุดหนักลง จึงได้ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตั้งแต่วันนั้น วันที่ 1 กันยายน 1923 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่รุนแรงมากในแถบคันโต พระองค์ได้ทรงพระบรมราชานุญาตให้ประกาศภาวะฉุกเฉินและมาตรการอื่นๆ วันที่ 12 กันยายน เวลา 21.00 น. พระองค์ทรงทอดพระเนตรทัศนียภาพตอนกลางคืนของพระนครภายหลังภัยพิบัติจากพระราชวังในจังหวัดมิยางิ และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงทอดพระเนตรบริเวณภัยพิบัติในวันที่ 15 และ 18
ก่อนสงครามแปซิฟิก
(1927 - 1940)
ทรงซักถามทานากะ งิอิจิ
หลังจากขึ้นครองราชสมบัติเป็นปีที่ 2 พระจักรพรรดิโชวะก็ต้องทรงประสบกับปฏิบัติการของกองทัพบกที่เตลิดเปิดเปิง จุดเปลี่ยนที่สำคัญในพระชนม์ชีพของพระองค์เกิดขึ้นเมื่อพระองค์มีพระชนม์ 27 พรรษาจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดสังหารนายพลจางโซหลิน ในวันที่ 4 มิถุนายน 1928 ซึ่งได้ทิ้งบาดแผลอย่างลึกซึ้งในพระทัยของพระองค์
พระจักรพรรดิได้รับรายงานว่า เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นแผนการของ โคโมโตะ ไดซากุ (河本大作) เสนาธิการทหารของกองกำลังคันโตในขณะนั้น ทานากะงิอิจิ (田中義一) นายกรัฐมนตรีขณะนั้นซึ่งมีกำเนิดมาจากกองทัพบกได้สัญญาต่อพระองค์ว่าจะดำเนินมาตรการด้วยความเข้มงวด แต่ก็ประสบกับการต่อต้านจากกองทัพบกจนในที่สุดได้ข้อสรุปเพียงว่า “เนื่องจากผู้กระทำการไม่เป็นที่แน่ชัดจึงให้ลงโทษผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้องในทางวินัยเท่านั้น”
เนื่องจากเป็นสิ่งที่ขัดแย้งกับการอธิบายที่ผ่านมาเป็นอย่างมาก พระจักรพรรดิได้ทรงใช้น้ำพระสุรเสียงอันหนักแน่นซักถามความเป็นไป ทั้งยังทรงขอให้นายกรัฐมนตรีลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบอย่างชัดเจน เมื่อนายกฯ ทานากะพยายามอธิบายว่าไม่มีความจำเป็น พระองค์ก็ทรงปฏิเสธ
หลังจากนั้นคณะรัฐมนตรีภายใต้นายกฯ ทานากะก็ลาออกทั้งคณะในวันที่ 2 กรกฎาคม พระจักรพรรดิทรงทบทวนภายหลังถึงการให้คณะรัฐมนตรีลาออกด้วยความพิโรธของพระองค์ว่า “เป็นสิ่งที่ทำให้พระองค์ทรงกำหนดท่าทีในการดำรงฐานะของกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัดและอย่างปราศจากความยินดียินร้าย”
เมื่อรัฐบาลมีความกังวลต่อการแทรกซึมของลัทธิคอมมิวนิสต์ในปี 1928 ก็เริ่มมีความพยายามโน้มน้าวพระจักรพรรดิโดยมีเป้าหมายในการแก้ไขพระราชบัญญัติรักษาความสงบให้เพิ่มโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ถัดมาในวันที่ 19 มีนาคม นายกฯ ทานากะได้ถวายรายงานเกี่ยวกับการกวาดล้างสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 มีนาคม ในเดือนถัดมาก็ยังกล่าวถึงรายละเอียดในการกวาดล้าง วันที่ 19 เมษายน มิสึโนะ เรนทาโร (水野錬太郎) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้ถวายข้อมูลเกี่ยวกับพรรคคอมมิวนิสต์ วันที่ 12 มิถุนายนได้กราบบังคมทูลพระจักรพรรดิเพื่อทรงใช้พระราชอำนาจมีพระบรมราชโองการประกาศใช้ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมที่ยังพิจารณาอยู่ในรัฐสภาไม่แล้วเสร็จ “แต่พระจักรพรรดิทรงเก็บคำกราบบังคมทูลไว้ภายหลังจากที่ทรงใคร่ครวญอย่างรอบคอบแล้ว”
คณะองคมนตรีได้พิจารณาร่างพระบรมราชโองการดังกล่าว แต่ก็มีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมาก จึงเกิดการโต้แย้งกันอย่างรุนแรง แต่ในที่สุดฝ่ายที่พิจารณาถึงการโหมกระพือของภัยคุกคามจากสหภาพโซเวียตและลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นผู้ชนะ พระจักรพรรดิได้มีพระราชดำรัสประสงค์ให้มีพระบรมราชโองการอย่างมีเงื่อนไขในวันที่ 29 มิถุนายน และ ทำให้เกิดความกังวลโดยทั่วไปกับร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้
เหตุการณ์แมนจูเรีย
วันที่ 18 กันยายน 1931 เกิดเหตุการณ์แมนจูเรียอันเป็นแผนการของกองกำลังคันโตที่ทำการวางระเบิดทางรถไฟสายแมนจูเรียตอนใต้ที่บริเวณหลิวเถียวหู (柳条湖) ของเมืองเฟิ่งเที่ยน (奉天) (หรือเสิ่นหยางในปัจจุบัน) พระจักรพรรดิ (30 พรรษา) ทรงทราบถึงเหตุการณ์ในตอนเช้าเวลา 09.30 น. ของวันถัดมาคือวันที่ 19 ไม่ใช่จากรายงานของฝ่ายกองทัพ แต่มาจากการรายงานของนายทหารประจำพระองค์ที่ได้เห็นจากหนังสือพิมพ์ฉบับพิเศษที่บ้านของเขาเอง พระจักรพรรดิได้ทรงขอร้องต่อนายกรัฐมนตรีวากาสึกิ เรอิยิโร (若槻礼次郎) และ คานายะ ฮันไซ (金谷範三) เสนาธิการทหาร โดยย้ำแล้วย้ำอีกไม่ให้เหตุการณ์ครั้งนั้นขยายตัวออกไป
วันที่ 8 มกราคม 1932 พระจักรพรรดิ “ได้ทรงซักถามเกี่ยวกับข้อราชการต่างๆ ด้วยความห่วงใยต่อปัญหาแมนจูเรีย” ต่อซูซูกิ คันทาโร (鈴木貫太郎) แม้ภายหลัง “ก็ยังทรงมีพระราชดำริถึงความห่วงใยต่อปัญหาแมนจูเรีย” ต่อมากิโน โนบุอากิ (牧野伸顕) ข้าราชการฝ่ายในในขณะนั้น ในระหว่างนั้น สหรัฐอเมริกาได้ประกาศชัดเจนว่าไม่รับรองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแมนจูเรีย วันถัดมาพระจักรพรรดิได้ทรงแสดงความเห็นในทางที่ดีว่า “ถ้านายกรัฐมนตรีอธิบายท่าทีของประเทศเรา สหรัฐอเมริกาก็คงจะเข้าใจ”
แม้ภายหลังจากนั้น พระองค์ได้ทรงแสดงความห่วงใยต่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้ วันที่ 5 เมษายน พระองค์ยังได้ทรงสอบถามครั้งแล้วครั้งเล่าว่าการส่งกำลังไปเพิ่มในแมนจูเรีย “จะเป็นการกระตุ้นประเทศต่างๆ หรือไม่” และ “การประโคมข่าวของหนังสือพิมพ์เกินจริงจะเป็นการกระตุ้นประเทศต่างๆ หรือไม่”
วันที่ 8 กันยายน พระจักรพรรดิได้ทรงพระกรุณาให้ ฮอนโจ ชิเงรุ (本庄茂) อดีตผู้บัญชาการกองกำลังคันโต และ อิชิวารา คันยิ (石原莞爾) เสนาธิการ เข้าเฝ้าในโอกาสได้ชัยชนะกลับมา ในโอกาสนั้นพระองค์ได้ทรงซักไซ้ไล่เลียงว่า “ข่าวลือที่เกี่ยวกับ ชาวแมนจูเรียไม่ได้มีความต้องการเป็นอิสระแต่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากการวางแผนของกองกำลังคันโต ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร”
กบฏ 26 กุมภา
เมื่อพระจักรพรรดิทรงมีพระชนมมายุ 34 พรรษา พระองค์ทรงตื่นจากพระบรรทมในตอนเช้าเวลา 06.30 น. ของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1936 และทรงทราบถึงเหตุการณ์กบฏของกลุ่มนายทหารหนุ่มที่เกิดขึ้นก่อนรุ่งสางจาก ฮอนโจ ชิเงรุ นายทหารประจำพระองค์ พระองค์ได้มีพระราชดำรัสกับฮอนโจไปว่า “หวังว่าเหตุการณ์คงจะสิ้นสุดลงโดยเร็วและเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี” ในวันนั้น ฮอนโจได้เข้าเฝ้าพระจักรพรรดิถึง 14 ครั้งด้วยกัน พระองค์ก็ทรงกำชับให้ทำการปราบปรามให้จบลงโดยเร็ว
วันรุ่งขึ้น ฮอนโจได้เข้าเฝ้าอีกถึง 12 ครั้ง พระองค์ทรงอดไม่ได้ถึงกับหลุดพระโอษฐ์ว่า “การฆ่าฟันข้าราชบริพารที่ไว้ใจที่สุดก็เปรียบเสมือนเอาเชือกมารัดคอตนเอง” และยังแสดงความตั้งใจว่า “สมควรแล้วที่จะปราบพวกหัวรุนแรงให้ราบคาบ” ความหงุดหงิดของพระจักรพรรดิขึ้นถึงจุดสูงสุดในวันที่ 28 และ ฮอนโจถูกรับสั่งให้เข้าเฝ้าถึง 15 ครั้ง พระองค์ทรงตำหนิคำขอพระราชทานผู้แทนพระองค์จากกองทัพบกที่ให้ไปโน้มน้าวให้นายทหารหนุ่มที่ก่อการกบฏยอมแพ้หรือปลิดชีวิตตนเอง ด้วยความไม่พอพระทัยอย่างยิ่ง ในเวลาเพียง 3 วัน ฮอนโจถูกรับสั่งให้เข้าเฝ้ารวม 47 ครั้ง
ที่มา: แปลคำต่อคำเพื่อรักษาอรรถรสภาษาญี่ปุ่นโดยตัดใจความที่ซ้ำซ้อนหรือไม่สำคัญเล็กน้อย จาก “昭和天皇実録特集” 日本経済新聞 2014年 9月 9日 (火曜日)

