วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

ประเทศไทยที่เป็น "แพะ"

การที่บางฝ่าย "ตั้งธง" หรือ "ตั้งหน้าตั้งตา" ชี้นิ้วด่าว่าตำรวจว่า "จับแพะ" ในคดีสังหารนักท่องเที่ยวชายหญิง

ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี หลังเจ้าหน้าที่ตามจับแรงงานต่างด้าวชาวพม่า เชื้อสายยะไข่ได้ 2 คน จนมีการเรียกประชดประชันแบบแสบสันว่าเป็น "แพะม่า" นั้น น่าคิดว่าเป็นการ "ติเรือทั้งโกลน" หรือมองอย่างอคติเกินไปหรือไม่

O เพราะข้อเท็จจริงที่ทุกฝ่ายไม่ควรลืมก็คือ "ดีเอ็นเอ" ของผู้ต้องหาทั้ง 2 คน ตรงกับดีเอ็นเอน้ำอสุจิที่พบในตัวฝ่ายหญิงผู้ตาย และดีเอ็นเอที่เก็บได้จากก้นบุหรี่ที่ตกอยู่บนหาดทรายใกล้ๆ กับจุดพบศพ ก็ตรงกับเพื่อนผู้ต้องหาที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน

O หากกระบวนการตรวจดีเอ็นเอตรงตามทฤษฎีและได้มาตรฐานจริง... ซึ่งเท่าที่ทราบก็ส่งไปตรวจซ้ำหลายสถาบัน รวมทั้งโรงพยาบาลชื่อดังหลายแห่ง...ก็ย่อมอนุมานได้ในเบื้องต้นว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 คนนี้เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมจริง หรืออย่างน้อยก็ร่วมข่มขืนผู้ตาย

O ยกเว้นว่าจะมีใครทำเลียนแบบภาพยนตร์หรือซีรีส์ฆาตกรรมอำพราง ที่นำน้ำอสุจิของบุคคลที่สามไปฉีดใส่ร่างผู้ตาย หลังจากถูกสังหารแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

O แต่ในเมื่อวันนี้ยังไม่มีหลักฐานใดๆ มารองรับสมมติฐานที่ว่านั้น อีกทั้งยังไม่พบร่องรอยว่าดีเอ็นเอที่ตรวจมาเป็นกระบวนการที่ไม่ได้มาตรฐานเพียงพอ เบื้องต้นจึงต้องเชื่อไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาทั้ง 2 คนเกี่ยวข้องกับการตาย

O ทีนี้หากจะตั้งคำถามหรือตรวจสอบการทำงานของตำรวจ ก็ควรจะมุ่งประเด็นไปว่าฆาตกรมีเพียง 2 คนแค่นั้นหรือไม่ นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษทั้งสองถูกฆ่าบริเวณที่พบศพ หรือถูกเคลื่อนย้ายมาจากที่อื่น ที่สำคัญคือเสียงจากชาวบ้านบนเกาะเต่า หรือแม้แต่ข้อมูลจากหน่วยข่าวความมั่นคงที่โยงไปถึงผู้มีอิทธิพลบนเกาะ ประเด็นเหล่านี้ต่างหากที่น่าจะยกขึ้นมาเรียกร้องให้ตำรวจไขความจริงให้กระจ่าง

O หากไม่ตั้งธงว่า "ตำรวจจับแพะ" การตรวจสอบข้อเท็จจริงด้านอื่นๆ ดังที่ยกมาก็น่าจะมีผลเป็นรูปธรรมง่ายขึ้น ฝ่ายตำรวจน่าจะให้ความร่วมมือมากขึ้น ไม่ใช่เอาแพ้เอาชนะ "รักษาหน้า" กันเสียจนประเทศพังไม่เป็นไร

O ขณะที่ฝ่ายตำรวจเองก็ควร "เปิดหู -เปิดใจ" รับฟังข้อสงสัยของสังคมด้วย เพราะถ้าทำคดีแล้วชาวบ้านเขาคาใจกันทั้งเมือง ผลลบก็จะตกอยู่กับกระบวนการยุติธรรม หากศาลยกฟ้อง แล้วผู้ต้องหา 2 คนนี้เกี่ยวข้องกับการฆ่าจริง ก็เท่ากับว่าคนผิดลอยนวล แต่ถ้าศาลลงโทษท่ามกลางกระแสสังคมที่ยังคาใจ เสียงวิจารณ์อาจเลยไปถึงศาลและกระบวนการยุติธรรมไทยทั้งหมดว่า "เชื่อถือไม่ได้" สุดท้ายประเทศไทยต่างหากที่ตกเป็น "แพะ"

O เปลี่ยนประเด็นคุยเป็นเรื่องไม่เครียดบ้างดีกว่า...ที่กระทรวงแรงงาน พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ หรือ "บิ๊กเต่า" เข้ารับตำแหน่งเจ้ากระทรวงได้ไม่นานก็ฟิตจัด เดินหน้าลุยและเรียนรู้งานอย่างหนักแบบไม่เว้นว่าง แถมวันก่อนยังเจียดเวลานัดรวมพลผู้บริหารกระทรวง อาทิ นายนคร ศิลปอาชา ปลัดฯ ม.ล.ปุณฑริก สมิติ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางปราณิน มุตตาหารัช เลขาธิการประกันสังคม ฯลฯ จัดวงน้ำชาเล็กๆ พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเป็นกันเองร่วมกับสื่อมวลชนประจำกระทรวง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันด้วย

O ระหว่างการพูดคุย ท่านรัฐมนตรีเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า "เรื่องแรงงานต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่มีวันจบสิ้น" ทำเอาบรรดากระจอกข่าวและข้าราชการที่นั่งล้อมวงฟังกันอยู่พากันชื่นใจ

O แต่มีอย่างหนึ่งที่ "บิ๊กเต่า" ยังแก้ไม่หาย คือ การพยายามเลี่ยงให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว ขนาดไปเปิดงาน เปิดประชุมต่างจังหวัด ยังเลี่ยงออกประตูที่ไม่มีกระจอกข่าวรออยู่...จะหนีไปถึงไหนล่ะท่าน มีเวลาแค่ปีเดียวเท่านั้นนะ (ฮา)