วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

5 อันดับความเสี่ยงปี 2015

หากเปรียบเทียบกับปีก่อนๆ ความเสี่ยงในปี 2015 มองแล้วถือว่าออกจะค่อนข้างเบากว่าที่แล้วๆ มาอยู่เล็กน้อย

น่าจะถือเป็นธรรมเนียมของผู้เขียน ที่ช่วงไตรมาสสุดท้ายของทุกปี จะต้องมีการจัดอันดับเหตุการณ์ที่ถือเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในปีถัดไป เพื่อจะได้ให้ท่านผู้อ่านได้เตรียมหาทางป้องกันผลกระทบที่อาจจะส่งต่อธุรกิจ การงานหรือพอร์ตการลงทุนเสียแต่เนิ่นๆ ในปีนี้ ผู้เขียนได้จัดอันดับไว้ 5 อันดับ โดยเรียงตามโอกาสที่น่าจะเกิดขึ้นประกอบกับระดับขอบเขตของผลกระทบที่น่าจะส่งผลไปสู่ภาคเศรษฐกิจต่างๆ ดังนี้

อันดับหนึ่ง “แรงกระเพื่อมของ กรีซ โปรตุเกส และอิตาลี ต่อเสถียรภาพของยูโร และปัญหาเงินฝืด” มา ณ ปี 2015 คงจะสามารถพูดได้ว่าวิกฤติยูโรที่จะรุนแรงถึงขนาดจะแตกออกจากกันไปหมด คงจะไม่เกิดขึ้น ทว่าแรงกระเพื่อมหรือ After Shock จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ก็ยังกลับมาให้เราได้เห็นเป็นครั้งคราว ในปีนี้ที่ประสบกัน ได้แก่ปัญหาแบงก์ในโปรตุเกสเมื่อหลายเดือนก่อนรวมถึงการเปลี่ยนโทนทางการเมืองออกไปทางขั้วที่ค้านยูโรในกรีซเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ก็ได้ทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรของประเทศในยุโรปใต้สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทว่าในภาพใหญ่ก็ยังไม่รุนแรงและบานปลายเหมือนเมื่อ 2-3 ปีก่อน

อย่างไรก็ดี โฟกัสใหญ่ในปีหน้าของยุโรปกลับพุ่งไปที่นายมาริโอ ดรากิ ประธานธนาคารกลางยุโรป ว่าจะสามารถจัดการกับปัญหาเงินฝืดซึ่งกำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศของยุโรปอยู่ในตอนนี้ รวมถึงปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ซบเซาลงจนกระแสแนวคิดที่ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจมีความเร่งด่วนกว่ามาตรการรัดเข็มขัดเริ่มกลับมาอีกหน

อันดับสอง “จังหวะการส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด” ข้ามมาถึงปี 2015 ก็น่าจะถึงช่วงจังหวะเวลาที่ธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ตรงนี้ น่าจับตามองว่านางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด จะส่งสัญญาณให้สหรัฐสามารถขึ้นดอกเบี้ยโดยไม่ไปกระตุกตลาดการเงินและภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐและของโลกได้อย่างไร โดยเอาเข้าจริงแล้ว การขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่ผ่านมาในอดีตก็ไม่ได้ทำให้เศรษฐกิจหรือตลาดเงินย่ำแย่ลง ทว่าความยากของโจทย์นี้อยู่ตรงที่ตอนส่งสัญญาณให้ตลาดรับรู้ ต้องทำในจังหวะเวลาที่เหมาะสมโดยพิจารณาทั้งจากสภาพเศรษฐกิจพื้นฐาน โดยเฉพาะตลาดแรงงาน และที่สำคัญการเลือกคำพูดที่สื่อความหมายถึงระยะเวลาที่จะขึ้นดอกเบี้ยนับจากปัจจุบันให้ต่างจากคำว่า "considerable time" น้อยที่สุด แต่ยังสื่อความหมายที่หมายถึงการขึ้นดอกเบี้ยในเร็ววัน ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่มั่นใจเต็มร้อยว่านางเยลเลนจะสามารถกล่อมตลาดให้อยู่หมัดได้หรือไม่หากยังจำกันได้เมื่อกลางปีที่แล้ว มือเก๋าอย่างนายเบน เบอร์นันกี อดีตประธานเฟดเมื่อคิดจะส่งสัญญาณลดปริมาณเงินจากมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณยังทำได้ไม่เนียนจนเกิดปรากฏการณ์กระตุกตลาดทุนและตลาดการเงินที่เรียกกันว่า "Taper Tantrum"

อันดับสาม “โอกาสการไม่เข้าขากันของการทำงานระหว่างนโยบายการเงินและนโยบายรัฐบาลของญี่ปุ่น” อย่างเข้ามาไตรมาสสุดท้าย ผู้เขียนเริ่มเห็นร่องรอยความไม่เป็นทีมเวิร์กที่ดีนักระหว่างรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น นายชินโซ อาเบะ และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น ภายใต้การนำของผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น นายฮารูฮิโกะ คูโรด้า ในการช่วยกันร่วมมือกระตุ้นเศรษฐกิจให้หลุดจากวังวนแห่ง 2 ทศวรรษที่หายไป ซึ่งทั้งคู่เคยส่งไม้กันด้วยการสลับกระตุ้นผ่านมาตรการทางการเงิน และ ผ่านมาตรการทางการคลังและการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจได้ค่อนข้างดีเกือบจะตลอดปีครึ่งที่ผ่านมา ซึ่งเราอาจจะต้องรอดูอีกสักนิดว่าเครื่องจักร Abenomics จะกลับมาทำงานแบบเต็มสูบในปีหน้าไหม ซึ่งผมว่าก็น่าจะเดินต่อไปได้แต่เครื่องจะแรงมากไหมอันนี้ต้องดูอีกที

อันดับสี่ “จังหวะการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน และจังหวะการกระตุ้นและปฏิรูปของรัฐบาลจีน” ผมคิดว่าตลาดอาจเริ่มจะชินกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนที่ร้อยละ 7 กว่าๆ รวมถึงแนวคิดและวิธีการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่มากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับจีนในปี 2015 คงต้องดูประเด็นหลัก คือ มาตรการของรัฐบาลที่จะมาใช้ในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นนโยบายการเงินหรือการปฏิวัติโครงสร้างทางเศรษฐกิจว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงมากเกินไป เพราะลำพังความมั่งคั่งของทางการจีน น่าจะเป็นตัวช่วยให้สามารถนำพานาวาเศรษฐกิจจีนแล่นผ่านปีหน้าได้ไม่ยากนัก แม้โดยพื้นฐานแล้ว เศรษฐกิจจีนยังมีปัญหาซ่อนอยู่ใต้พรมอยู่เยอะพอสมควร

อันดับห้า “วิวัฒนาการของ Geopolitics อาทิ เหตุการณ์ในยูเครน ซีเรีย รัสเซีย และ ฮ่องกง” ปัจจัยนี้ถือว่าเป็นปัญหาที่ค่อนข้างประเมินจังหวะเวลาลำบากและดูแล้วเหมือนจะลากยาว ซึ่งหากจะทำธุรกิจหรือลงทุน อะไร ต้องเผื่อ X-Factor นี้ไว้ด้วย

โดยสรุป หากเปรียบเทียบกับปีก่อนๆ ความเสี่ยงในปี 2015 มองแล้วถือว่าออกจะค่อนข้างเบากว่าที่แล้วๆ มาอยู่เล็กน้อย และผู้เขียนเองก็แอบหวังในใจว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ ครับ

หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคเล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ