การประท้วงที่ฮ่องกงยังไม่รู้จะจบลงอย่างไร แต่ที่ค่อนข้างแน่นอนก็คือว่า ฝ่ายประท้วงอึดกว่าที่คิด
และทางการฮ่องกงใช้ไม้อ่อนกว่าที่คาด และปักกิ่งใจเย็นกว่าที่ประเมิน
ความตึงเครียดทางการเมืองที่เกาะฮ่องกงย่างเข้าสัปดาห์ที่สาม แต่ไม่มีท่าทีว่าฝ่ายประท้วงจะหมดเรี่ยวหมดแรงอย่างที่นักวิเคราะห์บางคนคาด เพราะแม้ว่าจำนวนผู้มาร่วมชุมนุมจะลดน้อยลง แต่ความมุ่งมั่นและแนวทางการต่อต้านก็ยังแข็งแกร่ง
ทางการฮ่องกงส่งตำรวจไปรื้อเครื่องกีดขวางที่ฝ่ายประท้วงพยายามจะใช้เป็นแนวต่อสู้ แต่นักเรียนและประชาชนผู้ต่อต้านก็ยึดหลักอหิงสาอย่างแข็งขัน แม้จำนวนผู้ประท้วงในตอนกลางวันจะลดน้อยลง แต่ตกเย็นและตลอดค่ำก็กลับเพิ่มความคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
แผนเดิมของตำรวจที่จะ “สลาย” การชุมนุมด้วยกำลัง ไม่ว่าจะเป็นแก๊สน้ำตาหรือสเปรย์พริกไทย ก็ได้ผลในการผลักดันให้ผู้ต่อต้านถอยไปได้ชั่วคราว แต่กลับกระตุ้นให้เกิดความโกรธแค้นและฮึกเหิม ยืดลมหายใจของขบวนการเรียกร้องประชาธิปไตยไปได้อีกหลายช่วง
ล่าสุด เบอร์สองของรัฐบาลฮ่องกงคือ แคร์รี่ แลม (Carrie Lam) ประกาศเสนอเจรจากับกลุ่มผู้เรียกร้องในวันอังคาร (วันนี้) โดยบอกว่ารูปแบบจะเป็นการนั่งโต๊ะเจรจาฝ่ายละ 5 คน และจะมีการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ด้วย
หากเกิดขึ้นจริง นี่จะเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองฝ่ายได้นั่งลงแลกเปลี่ยนกันต่อหน้าต่อตาตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ “ปฏิวัติร่ม”
ตามข้อเสนอการเจรจานี้ ฝ่ายรัฐบาลฮ่องกงจะพบกับตัวแทนของสมาพันธ์นักศึกษาฮ่องกงหรือ Hong Kong Federation of Students ณ มหาวิทยาลัยแพทย์กลางเกาะ และการพบปะกันครั้งนี้ จะมีอธิการบดีของอีกมหาวิทยาลัยหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการเจรจาอย่างเปิดเผย
ผู้นำนักศึกษาบอกว่าจะมีการเจรจาได้ ก็ต่อเมื่อตำรวจระงับแผนการสลายผู้ประท้วง ออกจากจุดที่มีการชุมนุมมาตลอด
หนึ่งในแกนนำนักศึกษาบอกว่า ถ้ามีการกวาดล้างและทำร้ายผู้ประท้วง การเจรจาก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นได้
แต่แม้การพบปะเกิดขึ้นจริง ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถหาทางลงจากการเผชิญหน้าที่รุนแรงที่สุด ตั้งแต่ฮ่องกงกลับมาเป็นของจีนตั้งแต่ปี 1997
เพราะคุณ Carrie Lam เองยืนยันเมื่อวันก่อนว่า รัฐบาลไม่พร้อมที่จะยอมตามเงื่อนไขของฝ่ายประท้วง ที่ให้ประชาชนเป็นคนเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้บริหารสูงสุดของฮ่องกง โดยไม่ให้รัฐบาลปักกิ่งมีส่วนในการคัดสรร
เธอยืนกรานว่าจุดยืนของปักกิ่งสอดคล้องกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฮ่องกงที่เรียกว่า Basic Law
แต่ฝ่ายต่อต้านก็ไม่ยอมลดราวาศอก บอกว่าปักกิ่งจะต้องเดินตามข้อตกลง “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ซึ่งหมายความว่าประชาชนชาวฮ่องกงกว่า 7 ล้านคนจะต้องมีสิทธิในการเลือกผู้บริหารสูงสุดด้วยตนเอง โดยไม่มีการแทรกแซงจากปักกิ่ง
ผมคอยติดตามปฏิกิริยาจากปักกิ่งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา น่าสนใจว่าแม้ท่าทีของกระบอกเสียงทางการจีนจะกร้าวตามแบบฉบับ แต่ผู้นำจีนดูเหมือนจะรักษาท่าทีที่ระมัดระวัง และวิเคราะห์จากแนวปฏิบัติของทางการฮ่องกง ก็เห็นได้ว่าไม่ใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามอย่างที่ผู้คนกลัวกันตั้งแต่แรก
กลยุทธ์ของจีนน่าจะเป็นการซื้อเวลา ยื้อไปจนกว่านักศึกษาจะหมดแรงไปเอง แล้วจึงเข้าไปใช้วิธีการเนียน ๆ ในการ “ล้อมปราบทางการเมือง” ทีหลัง
ฝ่ายนักศึกษาก็รู้ทัน จึงพยายามจะรักษาเรี่ยวแรงเอาไว้ และไม่ใช้วิธีการรุนแรงในการตอบโต้ตำรวจ เพราะฝ่ายต่อต้านก็รู้ว่าต่อแต่นี้ไปไม่ว่าการชุมนุมจะจบลงอย่างไร สำนึกทางการเมืองของฮ่องกงจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
บทเรียนนั้นก็คือ การต่อสู้เพื่อบรรลุเป้าหมายของประชาชน ไม่จำเป็นต้องอยู่บนท้องถนนเสมอไป






