กรณีทางการอังกฤษ จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าร่วมสังเกตการณ์ ในการดำเนินคดีฆ่านักท่องเที่ยวชาวอังกฤษ 2 คน
ที่บริเวณเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมา หลังเกิดกระแสข่าวในโซเชียลเน็ตเวิรค์ได้แพร่กระจายไปว่าตำรวจไทยทำงานไม่โปร่งใส แต่จะรวมถึงทางการพม่าหรือไม่นั้นยังไม่ได้รับการยืนยัน แม้ว่าทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ระบุเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ แต่การเข้าร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ได้ชี้ให้เห็นประเด็นปัญหาพอสมควรในการดำเนินคดี แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะยืนยันว่าเป็นไปตามมาตรฐานสากล
การเข้าร่วมสังเกตการณ์ในครั้งนี้ เกิดมาจากความล่าช้าในการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจเองในช่วงต้น อีกทั้งความสับสนเกิดขึ้น จากการให้ข่าวความคืบหน้าในการดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง จนกระทั่งมีการจับกุมผู้ต้องสงสัยเป็นชาวพม่า จึงทำให้เกิดข้อสงสัยจากสาธารณะว่าการจับกุมผู้ตรงหานั้นตรงกับผู้ก่อเหตุจริงหรือไม่ หรือว่าอาจจะกลายเป็น"แพะรับบาป"ในคดีนี้ ส่วนผู้ก่อเหตุตัวจริงไม่สามารถจับกุมมาดำเนินคดีได้ แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่ามีหลักฐานชัดเจนและไม่มีการจับผิดตัว
ไม่ว่าการดำเนินคดีนี้จะออกมาอย่างไร และจะมีข้อวิพากษ์วิจารณ์อะไรหลังจากนี้ไป แต่ความไม่ไว้วางใจที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยนั้นมีปัญหาในเรื่องของการยอมรับพอสมควร แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่จะทำงานบกพร่อง ซึ่งเราต้องแยกแยะให้ออกมาว่าขณะนี้มีปัญหาในเรื่องภาพลักษณ์ กับเรื่องการทำคดีออกจากกัน โดยปัญหาแรกอาจเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งกว่าการดำเนินคดี เพราะต้องใช้เวลายาวนานพอสมควรในการสร้างชื่อเสียงขึ้นมาใหม่
ดังนั้น นอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้องพิสูจน์ให้สังคมเชื่อว่า การดำเนินคดีนี้เป็นไปอย่างโปร่งใส และมีหลักฐานเช่นนั้นจริงแล้ว ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจต้องมาทบทวนประเด็นดังกล่าวว่าเกิดจากปัญหาอะไร ทำไมคนไม่เชื่อมั่นในเจ้าหน้าที่ตำรวจ จากนั้นมาวางแนวทางการแก้ปัญหา ซึ่งขณะนี้ทางตำรวจก็พยายามปรับปรุงการทำงานหรือเรียกว่าการปฏิรูปองค์กรอยู่แล้ว ซึ่งหากจะใช้คดีนี้เป็นตัวอย่างก็อาจจะเกิดประโยชน์ในแนวทางการปฏิรูป และแผนการปฏิรูปก็สามารถดำเนินต่อไปอย่างถูกทิศถูกทาง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาความเชื่อมั่นและไว้วางใจนั้นในขณะนี้ไม่เพียงแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น แต่ได้เกิดขึ้นกับข้าราชการส่วนอื่นด้วย และปัญหาที่เกิดขึ้นอาจรุนแรงไม่ต่างกัน เพียงแต่งานของเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นเรื่องใกล้ตัวคนมากกว่าจึงเป็นประเด็นที่คนให้ความสนใจ ซึ่งหากหน่วยงานราชการอื่นๆไม่มีปัญหาในลักษณะเดียวกันแล้ว เราก็เชื่อว่าการทุจริตและความไม่โปร่งใสคงไม่เกิดขึ้น และคงไม่กลายเป็นประเด็นหลักของการปฏิรูปการเมืองที่รัฐบาลกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้
เราเห็นว่าจากกรณีของคดีเกาะเต่า ทำให้มีความจำเป็นต้องเร่งปฏิรูประบบราชการครั้งใหญ่ และอาจนำมาใช้เป็นกรณีตัวอย่างว่ากำลังเกิดขึ้นกับหน่วยงานรัฐอื่นๆด้วย การปฏิรูประบบราชการจะสำเร็จลงได้นั้น ไม่เพียงแค่การปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังต้องให้สังคมได้เห็นและรับรู้ด้วยว่ามีการปฏิรูปเกิดขึ้นจริง ซึ่งการปฏิรูปจะประสบผลสำรวจได้ก็ต่อเมื่อประสบผลสำเร็จทั้งสองด้าน คือ ตัวองค์กรและมุมมองจากสังคมภายนอก เป็นเป้าหมายของการปฏิรูประบบราชการโดยรวม






