ช่วงนี้ผู้บริหารบริษัทรถยนต์ เข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม "จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช" หลายค่ายด้วยกัน
เพื่อหารือ รับทราบนโยบายของกระทรวงภายใต้การบริหารของรัฐมนตรีฯ คนใหม่ รวมไปถึงนำเสนอแนวทางการดำเนินธุรกิจ รวมถึงสิ่งที่ต้องการอยากจะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ
เช่น การเข้าพบของยักษ์ใหญ่เบอร์ 1 อย่างโตโยต้า เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ พูดถึงตลาดรถยนต์ในปีนี้ว่าคงจะไปไม่ถึงเป้าหมายล่าสุด (มีการปรับลงหลายครั้ง) โดยมองว่าน่าจะอยู่ในระดับ 9 แสนคันเท่านั้น หายไป 3 แสนคัน เมื่อเทียบกับเป้าที่ตั้งกันไว้ช่วงต้นปีที่มองกันว่าอยู่ในระดับ 1.2 ล้านคัน พร้อมกับขอให้ภาครัฐหาแนวทางกระตุ้นตลาด
ผมเข้าใจว่า การขอให้รัฐช่วยเหลือก็คงเป็นไปตามธรรมชาติของการพูดคุย ไม่ได้หวังจริงจังอะไรมากนัก และก็โชคดีอีกเช่นกัน ที่ท่านรัฐมนตรีก็มีแนวทางที่ชัดเจน เพราะท่านออกมาบอกอย่างชัดถ้อยชัดคำว่า คงไม่ต้องไปกระตุ้นอะไร ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด โดยเชื่อว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยนั้นมีความแข็งแกร่งอยู่แล้ว และสิ่งที่รัฐจะทำคือกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม ถ้าเศรษฐกิจดี อะไรๆ ก็จะดีตามไปด้วย แน่นอนว่ารวมถึงตลาดรถยนต์ด้วยเช่นกัน
ผมยกสองมือสนับสนุนเต็มที่ เพราะเห็นว่านั่นเป็นการจัดการที่ต้นทาง และอีกอย่าง ก็เห็นบทเรียนราคาแพงของการเข้าไปบิดเบือนตลาดเพียงแค่มองเห็นสิ่งที่ต้องการเพียงมุมเดียว โดยไม่ได้ดูเลยว่ามุมอื่นๆ จะเป็นอย่างไร จะมีผลเสียอะไรตามมาอีกมากมาย
พูดไปก็เหมือนกับการฟื้นฝอย แต่ว่ามันเป็นเรื่องจริง จำได้ว่ายุคนั้นผู้บริหารรถยนต์หลายคนก็ไม่เห็นด้วยกับโครงการกระตุ้นยอดขายที่ว่า เพราะเขามองออกถึงผลกระทบที่จะตามมา ซึ่งก็เป็นจริงเสียด้วย แต่ไม่มีใครฟัง
อีกประเด็นหนึ่งที่จะต้องติดตาม สำหรับสิ่งที่ทานาดะฝากไว้กับ รมว. อุตสาหกรรม ก็คือ การปรับกฎเกณฑ์เรื่องน้ำหนักรถปิคอัพ 1 ตัน ที่ปัจจุบัน กำหนดไว้ที่ 1.6 ตัน เนื่องจากเห็นว่ามีอุปสรรคต่อการพัฒนา โดยเฉพาะตลาดส่งออก เนื่องจากไทยเป็นแหล่งผลิตและส่งออกอันดับ 1 ของตลาดนี้ แต่ปัจจุบันความต้องการของตลาดทั่วโลก คือ รถมีขนาดใหญ่ขึ้น และมีรายละเอียดของอุปกรณ์ต่างๆ มากขึ้น การจะคุมน้ำหนักจึงทำได้ยาก จึงอยากจะขยับขึ้นเป็น 2.2 ตัน ซึ่งหากภาครัฐเห็นชอบ ค่ายรถก็คงจะหายใจคล่องขึ้นเมื่อนำรถไปตรวจสอบ เพราะจะได้ไม่ต้องถอดนั่นถอดนี่ออกก่อนขึ้นตาชั่ง จะเดินจะเหินก็ไม่ต้องแขม่วท้องด้วยกลัวว่าน้ำหนักจะเกินเกณฑ์ เพราะขนาดตัวถังรถปิคอัพทุกวันนี้ แข่งกันโต
ขณะที่ผู้บริหารมาสด้า มีการนำเสนอแผนงานที่น่าสนใจ และน่าตื่นเต้นสำหรับอุตสาหกรรม และตลาดรถยนต์ในบ้านเรา เพราะบอกชัดเจนว่าสนใจที่จะผลิตอีโค คาร์ เฟส 2 โดยมีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และดีเซล ซึ่งจะทำให้เป็นครั้งแรกที่บ้านเรามีโอกาสต้อนรับเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็ก
ในตลาดโลก โดยเฉพาะทางยุโรป เขาใช้กันเกลื่อนไปหมดแล้ว แต่บ้านเรามีอยู่ 3 กลุ่มหลักที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล คือรถบรรทุก รถปิคอัพ และรถเก๋งหรูๆ ราคาหลายล้านบาท แถมให้อีกคือ กลุ่มเอสยูวีอีกเล็กน้อย
ที่ผ่านมา กลุ่มผู้บริโภคในตลาด แมส (mass) ก็ร่ำๆ อยากจะได้รถดีเซลมาใช้งาน แต่ค่ายญี่ปุ่นก็ยังใจแข็งไม่ทำตลาดสักที อาจจะมีหลายเหตุผล รวมถึงเหตุว่าในเมื่อรุ่นที่มีอยู่ในปัจจุบันขายได้อยู่แล้ว จะต้องไปเพิ่มรุ่นย่อยให้ต้นทุนบริหารจัดการเพิ่มขึ้นทำไม ตอนนี้ก็คงจะมีความหวังขึ้นมาบ้าง
ดีครับ การแข่งขันที่เพิ่มขึ้น ก็ทำให้ผู้บริโภคมีโอกาส มีทางเลือกเพิ่มขึ้น และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรมไปในตัว






