ถึงแม้ว่าอนาคตของอาเซียนจะดูสดใสขึ้นหลังจากการรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจจะสำเร็จลงในปี 2015
จากขนาดของตลาดรวมถึงทรัพยากรด้านอื่นๆ ที่จะมีมากขึ้น ซึ่งจะทำให้อาเซียนมีอำนาจต่อรองในเวทีโลกมากขึ้นไม่แพ้ประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ อย่างไรก็ตาม ยังมีความท้าทายอีกหลายประการที่จะทำให้เศรษฐกิจอาเซียนไม่สามารถขยายตัวรองรับโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นได้ดังฝัน โดยบทความนี้จะขอนำเสนอความท้าทายหลัก 5 ประการของเศรษฐกิจอาเซียนในยุคต่อไป ดังนี้
ประการแรก ได้แก่ ประเด็นด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิลักษณ์เศรษฐกิจการเงินโลก โดยจากภาพในปัจจุบันที่เศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกามีทิศทางฟื้นขึ้นค่อนข้างชัดเจนจากภาวะวิกฤติการเงินโลก ทางการสหรัฐจึงเริ่มทำการลดทอนการอัดฉีดที่มีมาตั้งแต่เริ่มวิกฤติเมื่อปี 2008 รวมถึงมีแนวโน้มที่จะขึ้นดอกเบี้ยในระยะถัดไป
ภาพดังกล่าวนี้จะนำไปสู่ความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงินในประเทศในกลุ่มอาเซียนในระยะถัดไป โดยในด้านหนึ่ง ประเทศในกลุ่มอาเซียนอาจจำเป็นต้องทำนโยบายการเงินตึงตัวรวมถึงขึ้นดอกเบี้ย เพราะมิฉะนั้น อาจทำให้เกิดการโยกย้ายของเม็ดเงินลงทุนจากประเทศในอาเซียนกลับไปยังสหรัฐ จนทำให้ค่าเงินสกุลอาเซียนอ่อนลงมากและเป็นความเสี่ยงต่อวิกฤติได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การขึ้นดอกเบี้ยในขณะที่เศรษฐกิจในกลุ่มอาเซียนยังคงเปราะบางจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงมีภาวะหนี้ภาคเอกชนและครัวเรือนที่สูงนั้น อาจทำให้ประชาชนและภาคธุรกิจในอาเซียนต้องแบกรับภาระรายจ่ายจากดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และอาจเกินกำลังที่จะจ่ายได้ เกิดการผิดนัดชำระหนี้ และนำไปสู่วิกฤติการเงินการธนาคารได้เช่นกัน
ประการที่สอง ได้แก่ การที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนส่วนใหญ่กำลังตกอยู่ในกับดักประเทศรายได้ระดับกลาง (Middle Income Trap) อันเป็นผลจากการที่ เศรษฐกิจจีนที่เคยร้อนแรงชะลอลง ทำให้การส่งออกของประเทศในอาเซียน ที่เคยส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์และสินค้าอุตสาหกรรมแบบปฐมภูมิไปยังจีนลดลง ส่งผลกระทบต่อการส่งออกรวม และรายได้ต่อหัวของประชาชนในอาเซียนให้ขยายตัวชะลอลง และทำให้อาเซียนไม่สามารถพัฒนาจากประเทศรายได้ระดับกลางเป็นประเทศรายได้สูงได้
ทั้งนี้ หากอาเซียนไม่สามารถพัฒนาความสามารถในการผลิตและการแข่งขันของตนให้ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น (Move up the value chain) ที่ต้องอาศัยการวิจัยพัฒนา (Research and Development) รวมถึงหันมาพัฒนาการผลิตภาคบริการที่สร้างมูลค่าเพิ่ม (เช่น การบริการทางการเงิน และการขนส่งสื่อสาร เป็นต้น) แล้วนั้น โอกาสที่อาเซียนจะได้ประโยชน์จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจก็จะถูกบั่นทอนลง
ประการที่สาม ได้แก่ การที่ประเทศกลุ่มอาเซียนเผชิญกับปัญหาคอขวด ในด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานต่างๆ ทั้งในแง่ของ Hard Infrastructure อันเป็นเครือข่ายเชิงกายภาพที่สำคัญต่อการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการขนส่งที่จำเป็นต่อการเชื่อมโยงระหว่างประเทศในแถบภูมิภาค โดยหากเปรียบเทียบกับกลุ่มประเทศในยุโรปที่เครือข่ายถนน รวมถึงระบบรถไฟและการเดินทางทางอากาศที่เชื่อมต่ออย่างสมบูรณ์แล้วนั้น อาจกล่าวได้ว่า อาเซียนยังมีช่องทางในการพัฒนาเครือข่ายระบบคมนาคมในภูมิภาคได้อีกมาก
ขณะที่ในแง่ Soft Infrastructure หรือสาธารณูปโภคด้านสถาบัน อาจกล่าวได้ว่าระบบการออกแบบสถาบัน (Institutional Design) ต่างๆ ของประเทศในกลุ่มอาเซียนยังมีจุดบกพร่อง โดยอาจเลียนแบบรูปแบบองค์กรของซีกโลกตะวันตก แต่ขาดองค์ประกอบสำคัญ เช่น สนับสนุนให้เกิดการแข่งขันและการกระจายอำนาจ เป็นต้น จึงต้องจับตามองว่าการปฏิรูปภาครัฐ เอกชน และระบบสถาบันต่างๆ ที่เริ่มต้นขึ้นหรือกำลังดำเนินการในหลายประเทศในอาเซียนนั้น เช่น ในประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์นั้น จะสามารถทำให้ประเทศเหล่านั้นมีธรรมาภิบาลและโปร่งใสมากขึ้น แต่ก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยได้มากน้อยเพียงใด
ประการที่สี่ ได้แก่ ปัญหาด้านความตั้งใจจริงของทางการในกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะพร้อมผลักดันเศรษฐกิจและสังคมให้เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอย่างแท้จริง โดยเป็นที่ทราบกันดีว่า ในหลักการแล้ว การเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนประกอบด้วย 5 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านการค้า ด้านบริการ ด้านการลงทุน ด้านการเคลื่อนย้ายแรงงานมีฝีมือ และด้านการเงินและเงินทุนเคลื่อนย้าย
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทางการในแต่ละประเทศในอาเซียนต่างมีมุมมองที่ยังต้องการปกป้องอุตสาหกรรมและภาคเศรษฐกิจของตน ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเสรีภาคบริการ โดยเฉพาะที่เร่งรัด เช่น ธุรกิจโทรคมนาคม การดูแลสุขภาพ การเดินทางทางอากาศ และการขนส่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว หลายประเทศยังคงปกป้องอุตสาหกรรมของตน และไม่ตรากฎหมายที่จะอนุญาตให้ผู้ประกอบการอาเซียนเข้ามาลงทุนในประเทศของตน
หรือจะเป็นการเปิดเสรีด้านแรงงานมีฝีมือ ที่ทางการของประเทศสมาชิกก็ไม่สนับสนุนให้เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานได้โดยง่าย เนื่องจากแรงงานมีฝีมือในวิชาชีพต่างๆ จะต้องผ่านการสอบใบอนุญาตให้ทำงานในประเทศอาเซียนก่อน แล้วค่อยสอบใบอนุญาตการประกอบอาชีพในแต่ละประเทศอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่แล้วนั้นการสอบใบอนุญาตในแต่ละประเทศมักจะเป็นภาษาท้องถิ่น ซึ่งยากที่แรงงานมีฝีมือของประเทศในอาเซียนอื่น ๆ จะสามารถทำการสอบได้
ประการสุดท้าย ได้แก่ การไร้ซึ่งองค์กรกลางในระดับภูมิภาคที่จะผลักดันวาระของอาเซียนให้ดำเนินได้ต่อเนื่อง และนำอาเซียนไปสู่การเป็นสหภาพเศรษฐกิจ การเมืองและสังคมอย่างแท้จริง โดยหากเปรียบเทียบกับสหภาพยุโรปแล้วนั้น จะเห็นได้ว่ายุโรปมีการวางโครงสร้างเชิงสถาบันอย่างชัดเจนเป็นลำดับ ในขณะที่ในอาเซียนนั้น ไม่มีองค์กรใดที่มีบทบาทเป็นองค์กรกลางอย่างแท้จริง มีเพียง ASEAN Secretariat ที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางที่ผลักดันวาระต่างๆ ของอาเซียน โดยไม่มีอำนาจในการบังคับให้แต่ละประเทศทำตามข้อตกลงที่เคยร่างไว้ ทำให้วาระต่างๆ ของอาเซียนถูกผลักดันอย่างเชื่องช้า หรือในบางกรณีก็ไม่มีความคืบหน้าเลย
ความท้าทายทั้งห้าประการนี้ เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของอาเซียนในระยะต่อไป หากทางการของประเทศสมาชิกอาเซียนไม่หาข้อตกลงร่วมกันในการก้าวข้ามผ่านอุปสรรคทั้งห้าแล้วนั้น ยากนักที่อนาคตของอาเซียนจะสดใสตามที่เหล่าประเทศสมาชิกคาดฝัน






