ไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมอย่างเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ในบ้านหรือรถยนต์เท่านั้น
ที่กำลังเร่งเครื่องเรื่อง Internet of Things (IoT) แต่วงการแฟชั่นที่มองหาสีสันและความแปลกใหม่ก็เริ่มมองเห็นโอกาสกับ IoT เช่นกัน
ในงานนิวยอร์ก แฟชั่น วีค ที่สหรัฐ เมื่อเดือนก.ย. ที่ผ่านมา คิวท์เซอร์คิท (CuteCircuit) ได้เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ของซีซั่นบนรันเวย์ ด้วยการเปลี่ยนแฟชั่นให้กลายเป็นแวเรเบิล (Wearable) ที่ประสานนำเทคโนโลยีมารวมไว้กับแฟชั่น นางแบบสามารถควบคุมลวดลายและสีสันของชุดที่ใส่ผ่านแอพบนมือถือ นับเป็นการชูจุดขาย ที่นำสมาร์ทแฟชั่นเป็นจุดเด่นของซีซั่น
สมาร์ทแฟบริคส์
นวัตกรรมสมาร์ทเท็กซ์ไทล์จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในวงการแฟชั่น ที่ทำให้เสื้อผ้าเป็นมากกว่าอาภรณ์ห่อหุ้มร่างกาย ทำให้เสื้อผ้าประสานเข้ากับผู้สวมใส่ และติดตามกิจกรรมและทำงานของร่างกาย โดย รีเบคคา ไพเลส ฟรายด์แมน นักวิจัยเรื่องสมาร์ทเท็กซ์ไทล์ และเทคโนโลยีสวมใส่ได้ (Wearable Technology) จากมหาวิทยาลัยแพรทท์ กล่าวถึงสมาร์ทเท็กซ์ไทล์ว่า มาจากเส้นใยที่ถูกพัฒนาขึ้นด้วยเทคโนโลยี เพื่อเพิ่มคุณค่าให้กับชิ้นงาน
สิ่งที่ทำให้วิวัฒนาการของสมาร์ทแฟบริคส์ต่างจากเส้นใยทั่วไป คือ เส้นใยของสมาร์ทแฟบริคส์สามารถสื่อสาร ปรับเปลี่ยน และสร้างพลังงาน หรือแม้กระทั่งเรืองแสงได้
นวัตกรรมในกลุ่มสมาร์ทเท็กซ์ไทล์ หรือสมาร์ทแฟบริคส์ นับเป็นส่วนหนึ่งของการก้าวสู่การเป็น Internet of Things โดยเราสามารถแบ่งสมาร์ทเท็กซ์ไทล์ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ความสวยงาม (Aesthetic) และสมรรถนะสูง (Performance Enhancing)
กลุ่มสมาร์ทเท็กซ์ไทล์ ประเภทสวยงาม อาทิ กลุ่มที่เรืองแสงหรือเปลี่ยนสีได้ โดยการใช้พลังงานจากสิ่งแวดล้อม เช่น การสั่นไหว เสียงหรือความร้อน และสมาร์ทเท็กซ์ไทล์ในกลุ่มสมรรถนะสูง เชื่อว่าจะส่งผลต่อธุรกิจการออกกำลังกาย รวมถึงอุตสาหกรรมกีฬาและการทหาร เนื่องจากแฟบริคส์ในกลุ่มนี้จะช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ลดแรงเสียดทาน และควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ
นอกจากนี้ยังมีแฟบริคส์ในกลุ่มอื่นที่สร้างนวัตกรรมทางการแพทย์และสุขภาพและความงาม
ปัจจุบันมีนักออกแบบแฟชั่นที่เริ่มนำเอานวัตกรรมเหล่านี้มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการออกแบบ เช่น นักออกแบบแฟชั่น "หยิง กั๋วะ" จากนครเจนีวา ที่นำเอาสมาร์ทแฟบริคส์ประสานกับเซนเซอร์เพื่อให้ได้งานออกแบบที่สวยทันสมัยเบาบางและเรืองแสง
แบรนด์เนมให้ความสนใจ
สำหรับผู้ที่สนใจว่า IoT จะเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันได้อย่างไร ในฤดูใบไม้ผลิปี 2558 คงจะได้พบกับนวัตกรรมสมาร์ทแฟชั่นใหม่จาก "โปโล ราล์ฟ ลอเรน" ที่ออกแบบเสื้อผ้าสำหรับการออกกำลังกายด้วยผ้าที่ใช้ไบโอเซนเซอร์แบบก้าวหน้า (Advanced bio-sensor) ที่สามารถบันทึก และติดตามการทำงานของกล้ามเนื้อ ให้ข้อมูลการเต้นของหัวใจ ความชื้นและอุณหภูมิของร่างกาย ตลอดจนการหายใจของผู้สวมใส่ เพื่อช่วยให้ควบคุมร่างกายในระหว่างการฝึกซ้อม
ข้อมูลจะถูกส่งผ่านบลูทูธที่ติดไว้ในเสื้อ ไปแสดงบนแอพในสมาร์ทโฟน ซึ่งปรากฎให้เห็นเป็นครั้งแรกในยูเอสโอเพ่นปีนี้ โดยโปโลเรียกเสื้อผ้าในกลุ่มนี้ว่า "Tech Polo Shirt" ซึ่งตัวเสื้อจะทำหน้าที่เป็นเซนเซอร์ในตัวที่ส่งข้อมูล "ABC of Health and Wellness" หรือ เอบีซี ของการมีสุขภาพที่ดี และแข็งแรง โดย A มาจาก Activity คือ การเคลื่อนไหวหรือกิจกรรม ส่วน B มาจาก Breathing หมายถึงการหายใจ และ C มาจาก Cardiac หมายถึงการทำงานของหัวใจ
นักวิเคราะห์ประเมินว่า สมาร์ทเท็กซ์ไทล์จะมีมูลค่ามากกว่า 1,240 ล้านดอลลาร์ในปีหน้า ทำให้จีน และไต้หวัน ซึ่งเป็นผู้นำด้านสิ่งทอและเครื่องจักรในการผลิต ต่างก็ขยับตัวเพื่อนำนวัตกรรมสมาร์ทแฟบริคส์มาใช้ในการผลิตเสื้อผ้า และเชื่อว่านักออกแบบแฟชั่น ต่างให้ความสนใจที่จะนำเอาสมาร์ทแฟบริคส์ มาเป็นส่วนหนึ่งของงานออกแบบ ซึ่งจะผลักดันให้นวัตกรรมสมาร์ทเท็กซไทล์เหล่านี้ปรับตัวไปตามงานออกแบบที่รังสรรค์ขึ้น
สำหรับผู้ผลิตสิ่งทอและนักออกแบบแฟชั่นไทยคงต้องให้ความสนใจและลองเลือกใช้สมาร์ทแฟบริคส์ที่ตอบโจทย์ความสนใจของผู้บริโภคและก้าวให้ทันกับนวัตกรรม IoT เช่นกัน







