วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ได้เวลา ลูกศรที่สามของ Abenomics?

เมื่อต้นสัปดาห์ นายฮารูฮิโกะ คูโรด้า ผู้ว่าการธนาคารญี่ปุ่น ไม่ได้ประกาศนโยบายการเงินผ่อนคลายเพิ่มเติม

แม้เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะเริ่มชะลอตัวลงก็ตาม เนื่องจากตอนนี้ขนาดงบดุลของธนาคารกลางญี่ปุ่นเมื่อคิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพีเป็นอันดับหนึ่งหากเปรียบเทียบกับบรรดาประเทศยักษ์ใหญ่ต่างๆ ดังรูปที่ 1

เหตุผลหนึ่งคือหวังจะเห็นลูกศรที่สามของ Abenomics มาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจบ้าง

โดยลูกศรที่สามดังกล่าวซึ่งหมายถึงการปรับปรุงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจญี่ปุ่น ประกอบด้วยมาตรการ ดังต่อไปนี้

หนึ่ง ส่งเสริมการเข้าร่วมในตลาดแรงงานของผู้หญิงญี่ปุ่น จากรูปที่ 2 จะพบว่าอัตราส่วนที่ผู้หญิงจะเข้ามาในตลาดแรงงานต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ เป็นอันมาก แม้ว่าอัตราการเกิดของประเทศญี่ปุ่นจัดได้ว่าต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศดังกล่าว จึงไม่สามารถกล่าวได้ว่าผู้หญิงญี่ปุ่นไม่ได้เข้าตลาดแรงงานเพื่อมาเลี้ยงลูก

โดยหากเพียงแค่เพิ่มอัตราส่วนการมีส่วนร่วมในตลาดแรงงานให้เท่ากับค่าเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้ว 25 ประเทศ ก็จะเพิ่มอัตราส่วนการเข้าร่วมของแรงงานญี่ปุ่นถึงร้อยละ 5.5 โดยมาตรการที่จะช่วยเพิ่มการเข้าร่วมตลาดแรงงานของผู้หญิงญี่ปุ่น ได้แก่ การเพิ่มสถานเลี้ยงดูบุตรในญี่ปุ่น หรือ การให้ความช่วยเหลือทางภาษีแก่ผู้หารายได้คนที่สองของครอบครัว และ ที่สำคัญ การกระพือกระแสการตลาดหนุนให้สังคมสนับสนุนให้ผู้หญิงเข้ามาทำงานในตลาดแรงงาน

สอง การผ่อนคลายความตึงตัวของตลาดแรงงาน ในทางทฤษฎี กฎเกณฑ์สำหรับตลาดแรงงานของญี่ปุ่นดูแล้วไม่ได้ตึงตัวมากนัก ทว่าแท้จริงแล้วในทางปฏิบัตินั้น การจะเลิกจ้างใครสักคนในบริษัทญี่ปุ่นเป็นเรื่องที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก ทำให้การจะใช้แรงงานในญี่ปุ่นให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ถือเป็นสิ่งที่ยากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่อุปสงค์ลดลงและระดับผลิตภาพอยู่ในระดับสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะหยุดธรรมเนียมการปฏิบัติที่จ้างงานตลอดชีพ หากทำได้จะถือเป็นนิมิตใหม่ของตลาดแรงงานในญี่ปุ่น

สาม การเปิดรับการหลั่งไหลของแรงงานต่างชาติด้วยจำนวนที่มีนัยสำคัญ โดยระหว่างปี 2001 ถึง 2011 สัดส่วนของแรงงานต่างชาติต่อแรงงานทั้งหมด เพิ่มจากร้อยละ 1.4 เป็น ร้อยละ 1.6 โดยที่เกาหลีใต้เพิ่มจากร้อยละ 0.5 มาเป็นร้อยละ 2 เมื่อเปรียบเทียบกับอังกฤษและสหรัฐ ซึ่งเท่ากับร้อยละ 7.7 และ 6.8 ตามลำดับ แม้จะดูเหมือนง่ายในการที่จะเพิ่มสัดส่วนชาวต่างชาติในตลาดแรงงานญี่ปุ่นที่อายุเฉลี่ยของแรงงานจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว การเมืองญี่ปุ่นมีความเห็นที่แตกต่างกันมากในประเด็นดังกล่าว แม้จะดีขึ้นบ้างในยุคของนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ

ท้ายสุด การเพิ่มอัตราส่วนการเกิด แน่นอนว่า กว่ามาตรการดังกล่าวจะผลิดอกออกผลสำหรับแรงงานที่มีฝีมือต้องใช้เวลา 20 ปี แถมยังมีโอกาสที่แม่ของเด็กจะออกจากตลาดแรงงานอีกด้วย ทว่า ประสบการณ์ในสวีเดน กลับพบว่ามิได้เป็นเช่นนั้น เมื่อใช้มาตรการเหมาะสมที่ส่งเสริมให้ผู้หญิงออกมาทานแม้จะมีลูกก็ตาม

อย่างไรก็ดี การจะทำให้มาตรการทั้งสี่ให้เป็นจริงนั้นเป็นเรื่องยากมากเนื่องจากเหตุผลทางการเมือง

ยกตัวอย่างเช่น การเปิดเสรีในส่วนภาคบริการของญี่ปุ่นให้ต่างชาติเข้ามาแข่งขันได้นั้น ย่อมทำให้ร้านค้าเล็กๆ ที่เป็นกิจการของครอบครัวชาวญี่ปุ่นต้องปิดตัวลง ซึ่งตรงนี้ ยังมิไม่ได้รวมสินค้าและบริการที่สามารถนำเข้าและส่งออกได้ ซึ่งย่อมมีปัญหาการเปิดเสรีทางการเมืองมากกว่านี้อีก ที่สำคัญมาก คือการเปิดเสรีภาคเกษตรกรของญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมากที่สุด โดยแม้ว่ามูลค่าของเศรษฐกิจภาคเกษตรกรรมของญี่ปุ่นจะคิดเป็นเพียงร้อยละ 1 ของจีดีพี ทว่าเกษตรกรในญี่ปุ่นถือเป็นฐานเสียงที่สำคัญของพรรคการเมือง ซึ่งจากการที่ความต่อเนื่องทางการเมืองของญี่ปุ่นมีอยู่ต่ำมาก อาทิ จะเห็นได้ว่าไม่มีนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นท่านไหนนับตั้งแต่ปี 2000 ที่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้เกิน 2 ปี จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงในภาคเกษตรของญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก

ทว่า ในขณะนี้ ลูกศรที่สามของนายอาเบะ น่าจะมีโอกาสยิงเข้าเป้าและใช้ได้ผลกว่าในอดีต เนื่องจากเหตุผลดังนี้

หนึ่ง ต้องบอกว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นในตอนนี้อยู่ภายใต้สโลแกน ‘Now or Never’ หรือกล่าวได้ว่า หากเศรษฐกิจญี่ปุ่นไม่สามารถหลุดจากภาวะซบเซาและภาวะอัตราเงินฝืดที่เกิดขึ้นมากว่า 20 ปี อย่างถาวรในตอนนี้ ก็คงจะไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์กล่าวได้อีกในอนาคต ซึ่งตรงนี้ ประชาชนชาวญี่ปุ่นย่อมรู้ดี จึงทำให้การปรับตัวเชิงโครงสร้างของรัฐบาลของนายอาเบะ ทำได้ในระดับที่มากกว่าในอดีต

สอง รัฐบาลของนายอาเบะ น่าจะถือได้ว่ามีเสถียรภาพกว่ารัฐบาลชุดอื่นๆ ก่อนหน้านี้ โดยพรรค Liberal Democratic Party ภายใต้การนำของนายอาเบะไม่เพียงจะมีเสียงข้างมากในสภาล่าง ยังรวมกับพรรค Komeito มีเสียงข้างมากในสภาสูง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีของการเมืองญี่ปุ่น ที่น่าสนใจ คือคะแนนนิยมของนายอาเบะแม้จะแกว่งบ้างในบางครั้ง ทว่าก็ไม่เคยต่ำกว่าร้อยละ 50 นับตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 90 ทั้งนี้ นโยบายการเปลี่ยนแปลงญี่ปุ่นของเขาอาจจะเป็นเหตุผลในความนิยมก็เป็นได้

สอง การที่จีนเสริมความมั่นคงทางการทหารมากขึ้นเรื่อยๆ ในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้ญี่ปุ่นต้องเอียงเข้ามาหาสหรัฐอเมริกามากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของอเมริกาที่ต้องการมีบทบาทในเอเชียให้มากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อคานอิทธิพลของจีน จึงทำให้ตลาดเกษตรกรรมและการนำเข้าของบริการในญี่ปุ่นต้องเปิดให้กับต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งอเมริกามากยิ่งขึ้น

ท้ายสุด ภาคเกษตรกรรมของญี่ปุ่นได้หดตัวลงเรื่อยๆ จนเหลือผู้ทำอาชีพเกษตรกรรมแบบเต็มตัวเพียงแค่ 4.2 แสนคนจากเกษตรกรทั้งหมด 1.5 ล้านคน ซึ่งแรงต้านทางการเมืองย่อมจะลดลงเรื่อยๆ

โดยสรุป นับจากนี้ไป นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายซึ่งเป็นลูกศรแรกของ Abenomics อาจจะเริ่มพุ่งช้าลง และน่าจะได้เห็นลูกศรที่สามค่อยๆ ออกมาประคองเศรษฐกิจไปด้วยกันบ้าง ทว่าไม่ยังไม่รวดเร็วมากนักครับ

หมายเหตุ : หนังสือด้านการลงทุนด้วยข้อมูลเชิงมหภาคเล่มล่าสุดของผู้เขียน “เล่นหุ้นต้องใช้ใจ... รวยได้ไม่รู้จบ” วางจำหน่ายทั่วประเทศแล้ว และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นประเด็นการลงทุน ได้ที่ www.facebook.com/MacroView และ LINE ID: MacroView ครับ