รัฐมนตรีศึกษา พล.ร.อ. ณรงค์ พิพัฒนาศัย พูดในงานของคุรุสภาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ปัญหาของระบบการศึกษาไทย
ส่วนหนึ่งอยู่ที่ครูและหากแก้ที่ผู้สอนไม่ได้ นักเรียนก็มีคุณภาพมากกว่านี้ไม่ได้
ครูมีหนี้สินมากเพราะไม่ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงกู้เงินเกินตัว ไม่สามารถปลดเปลื้องหนี้สินได้
นอกจากนั้น รัฐมนตรีศึกษาบอกว่าครูไม่อยู่ในห้องเรียน เอาเวลาที่ควรจะใช้สอนนักเรียนไปทำอย่างอื่น เช่น ทำงานธุรการ เตรียมต้อนรับผู้มีบารมีทั้งจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และกระทรวงศึกษาธิการ
อีกทั้งครูก็ยังต้องทำผลงานวิชาการของตนเอง เพื่อรับการประเมินเลื่อนวิทยฐานะ
หรือไม่ก็ใช้เวลาไปเตรียมการสอนของหลักสูตรกวดวิชาที่ตัวเองรับจ๊อบอยู่ ทำให้ครูต้องทิ้งนักเรียนอยู่ตามลำพัง
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาครูไม่เพียงพอ หรือถูกจัดให้สอนในวิชาที่ไม่เชี่ยวชาญ
ท่านสรุปว่าครูไม่มีคุณภาพ ไม่พัฒนาตัวเอง ไม่มีความเป็นมืออาชีพ แม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครู แต่ถ้าไม่มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่เด็ก ไม่เรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก็ไม่อาจจะเรียกตนเองได้ว่าเป็น “ครู”
ปัญหาของครูไทยเป็นที่รู้กันทั่วไป แต่ไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีครูที่ดี เสียสละ และทุ่มเทอย่างสุดจิตสุดใจของการสอน ปัญหาคือครูดีครูเก่งเหล่านี้กำลังจะท้อถอยเพราะสู้แรงกดดันต่าง ๆ ไม่ได้ และสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อต่อการ “ฮึดสู้” เพื่อรักษามาตรฐานแห่งความเป็นครูมืออาชีพ
ท่านรัฐมนตรีศึกษาอธิบายปัญหาได้ค่อนข้างครบถ้วน แต่ไม่ได้บอกว่าทางออกเป็นอย่างไร และหากเป็นเพียงการเล่าถึง “ปัญหา” แต่ไม่มี “หนทางแก้ไข” เราก็คงจะต้องเผชิญกับปัญหานี้ต่อไป และใครมาเป็นรัฐมนตรีศึกษา ก็จะต้องเจอกับปัญหานี้ต่อไป
เราจะหวังว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติจะมีทางออก ให้กับปัญหาการศึกษาได้มากน้อยแค่ไหนยังเป็นคำถามอยู่
แต่ความจริง ไม่ต้องมีสภาปฏิรูปก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษา ที่จะต้องลงมือแก้ไขเรื่องพื้นฐานของระบบการศึกษาของประเทศได้แล้ว
ถามว่ารู้ไหมว่าปัญหาอยู่ที่ไหน คำตอบคือรู้
ถามว่ารู้ไหมว่าทางแก้ไขเป็นอย่างไร คำตอบคือมีการศึกษาและมีข้อเสนอเป็นเอกสารสูงเท่าภูเขาเลากาอยู่แล้ว
เพียงแต่ไม่มีผู้นำคนไหนที่ผ่านมามี “ความกล้าและมุ่งมั่นทางการเมือง” เพียงพอที่จะลงไปลุยแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
ทำไมจึงไม่มีใครทำอย่างจริงจัง? เพราะที่ผ่านมา นักการเมืองที่เข้ามาปกครองประเทศ ไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาการศึกษา เพียงแค่หยิบเอาเรื่องบางเรื่องที่เป็นข่าวมาให้สัมภาษณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแป๊ะเจี๊ยะ, กวดวิชา, ค่าเล่าเรียนแพง หรืองบประมาณสร้างตึก แล้วก็นึกว่านั่นคือการปฏิรูปการศึกษา
ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วปัญหาพื้นฐานในภาพรวม มีเรื่องต้องทำเร่งด่วนรออยู่มากมาย แต่เพราะเป็นเรื่องยากและต้องการความทุ่มเทอย่างมาก อีกทั้งต้องระดมความรู้ความสามารถของภาคสังคม ผู้ปกครอง เครือข่ายพัฒนาเอกชนและตัวครูและนักเรียนเอง
ไม่มีผู้นำคนไหนลงมาลุยอย่างจริงจัง และไม่มีพรรคการเมืองไหนมีนโยบายการศึกษาอย่างแท้จริง จึงกลายเป็นเรื่องบ่นถึงปัญหา แต่ไม่มีใครแก้ไขมาเช่นนี้ตลอด
บัดนี้ เมื่อ คสช. และ ครม. มีอำนาจอย่างกว้างขวาง และนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีศึกษา ได้แสดงความสนใจเกี่ยวกับปัญหาของระบบการศึกษาของชาติแล้ว ก็ควรต้องมีการระดมความเห็นอย่างกว้างขวางเพื่อสรุปเป็น “แผนปฏิบัติการ” อย่างเป็นรูปธรรมเสียที
มาตรฐานการศึกษาของไทยถึงจุดที่ต่ำกว่านี้ไม่ได้แล้ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็จะต้องดีกว่านี้ ประเด็นอยู่ที่จะให้ดีให้ได้ระดับที่จะสร้างคนรุ่นใหม่เพื่อสร้างสังคมอันพึงปรารถนาได้อย่างไรเท่านั้นเอง
เริ่มต้นที่ครูนี่แหละ






