วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กรองกระแสท่องเที่ยวลาว

ฤดูฝนเป็นช่วงโลว์ซีซันของการท่องเที่ยว เหมาะกับการใช้เวลาสำรวจวิเคราะห์วิจัยสถานการณ์การท่องเที่ยว

ผู้เขียนมีโอกาสได้ร่วมทีมกับฝ่ายลงทุนธุรกิจท่องเที่ยวของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เข้าไปวิเคราะห์สถานการณ์ลงทุนด้านการท่องเที่ยวในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จึงขอนำประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟัง

ประเทศลาวทุกวันนี้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจมาก จีดีพีที่แท้จริง (ที่ได้ขจัดผลของเงินเฟ้อแล้ว) อยู่ในระดับ 7-8% มา 10 ปีแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มดีขึ้นและมีเสถียรภาพ ทั้งนี้ได้อาศัยอานิสงส์ทางภาคเหมืองแร่ โดยเฉพาะเหมืองทองคำซึ่งสร้างรายได้ให้มหาศาล และในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ก็จะมีรายได้จากการขายไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อน อนาคตด้านเศรษฐกิจของลาวจึงดูว่าค่อนข้างมั่นคง ประกอบกับนครเวียงจันทน์ก็มีประชากรถึง 6 แสนคนแล้ว และก็อยู่เพียงข้ามแม่น้ำโขงไปจากหนองคายเท่านั้นเวียงจันทน์จึงดูเสมือนว่าเป็นเมืองที่น่าลงทุนด้านการท่องเที่ยวสำหรับนักลงทุนชาวไทย ส่วนหลวงพระบางก็เป็นเมืองมรดกโลกที่มีนักท่องเที่ยวสนใจไปมากส่งผลให้มีบูติคโฮเต็ลขึ้นเป็นดอกเห็ด

เมื่อมาวิเคราะห์แนวโน้มการท่องเที่ยวของลาวพบว่า การท่องเที่ยวในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาขยายตัวอย่างรวดเร็วเช่นกันโดยปัจจัยสำคัญเป็นอิทธิพลจากนักท่องเที่ยวไทย ในปี 2556 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางไปลาวรวมกันถึง 3.7 ล้านคน (นับว่าน้องๆ เชียงใหม่) เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยถึง 2 ล้านคน และในกลุ่มนี้เป็นการเดินทางทางบก โดยข้ามจากหนองคายแบบไปเช้าเย็นกลับถึง 1.2 ล้านคน คือข้ามไปไหว้พระและช็อปปิ้ง นับว่าบูมแบบสุดๆ แต่มาปีนี้กลับลดลงถึง 50% เพราะประเทศไทยไม่มีการเลือกตั้ง ดังนั้นทัวร์ดูงานของพรรคต่างๆ ทั้งระดับชาติและท้องถิ่นก็เงียบเหงากันไปหมด ส่วนกระแสนักท่องเที่ยวต่างชาติก็เพลาๆ ลงเช่นกัน เพราะการประกาศกฎอัยการศึกในไทยซึ่งเป็นฮับของการส่งต่อนักท่องเที่ยวนานาชาติไปยังลาวส่งผลให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางลงไปด้วย เศรษฐกิจการท่องเที่ยวในลาวจึงขึ้นกับเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างมาก

โอกาสขยายตัวด้านการท่องเที่ยวของลาวก็เป็นที่จับตามองของเหล่านักลงทุนชาวต่างชาติ โดยเฉพาะนักลงทุนจากจีน ซึ่งแซงหน้าไทยไปเป็นประเทศที่ลงทุนในลาวมากที่สุดไปแล้ว เวียงจันทน์เริ่มมีโรงแรมระดับหรูมากขึ้น (ตารางที่ 1) โดยในอุตสาหกรรมโรงแรมจีนลงทุนตั้งแต่ขนาดเล็กจนถึงขนาดยักษ์รวมถึงโรงแรมระดับหรู 5 ดาวก็มีการเปลี่ยนมือเป็นของจีนไปแล้ว เช่น โรงแรมดอนจันแต่เดิมเป็นของมาเลเซีย และโรงแรมแลนด์มาร์คที่กำลังเปิดใหม่ก็เป็นเจ้าของเดียวกัน ส่วนของไทยก็มีโรงแรม 5 ดาว คือ ลาวพลาซ่า ในด้านช้อปปิ้งมอลล์ ก็มีศูนย์การค้ากำลังก่อสร้างพร้อมๆ กันถึง 5 แห่ง เป็นของจีนถึง 4 แห่ง และเป็นของไทยเพียงแห่งเดียว ที่น่าแปลกใจก็คือการลงทุนอันมหาศาลในโรงแรมของจีน แม้จะมีอัตราการเข้าพักต่ำแต่ก็ยังประคองตัวไปได้และลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ เสมือนกับมีทุนอุดหนุนแบบน้ำซึมบ่อทรายหรือสายป่านยาวมาก

ถึงแม้ว่า โรงแรมระดับ 3 - 5 ดาวในเวียงจันทน์จะมีถึง 75 แห่งแล้วก็ตาม แต่ก็ใช่ว่านักลงทุนชาวไทยจะไม่ควรลงทุนด้านโรงแรม เพียงแต่โรงแรมที่จะเข้าไปเติมในเวียงจันทน์น่าจะต้องเป็นโรงแรมขนาดกลางสำหรับครอบครัว ตกแต่งให้มีเอกลักษณ์ลาวราคาปานกลางและโรงแรมธุรกิจประมาณ 30-50 ห้อง ประเภทหลังต้องมีห้องประชุมขนาดเล็ก ซึ่งเวลานี้ Best Western และ IBIS ครองตลาดอยู่ แต่กลยุทธ์ของไทยน่าจะเป็นการขายแฟรนไชส์การจัดการมากกว่าจะลงทุนเอง รวมทั้งการลงทุนในร้านอาหารและกิจกรรมที่รองรับการท่องเที่ยว เช่น Semi-processed Frozen Food และ Processed Food สำหรับภัตตาคารการขายเคมีภัณฑ์ (สมุนไพร) สำหรับโรงแรม

การลงทุนในอุตสาหกรรมโรงแรมที่หลวงพระบางน่าจะเต็มที่แล้วดูจากจำนวนแล้วโรงแรมระดับ 4 - 5 ดาวมีมากกว่าเวียงจันทน์เสียอีก (ตารางที่ 1) ส่วนอัตราค่าห้องพักถึงแม้จะสูงมากและผลตอบแทนดีแต่ก็มีไฮซีซันแค่ 4 เดือน ถ้าจะลงทุนก็ต้องเอากำไร 4 เดือนไปโปะอีก 8 เดือนให้ได้ เนื่องจากไทยอยู่ในที่ตั้งต่อเนื่องกับลาว อาจสามารถทำกิจกรรมค้าขายลงทุนในจังหวัดชายแดนของเราแล้วหาหุ้นส่วนผู้จัดจำหน่ายในลาว ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งเพราะกฎหมายลาวยังไม่ยอมให้เอกชนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจการค้า

การไหลบ่าของการลงทุนจีนยังได้ทำลายตลาดผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไปด้วย กาดเซ้าหรือตลาดเช้าที่เคยเป็นแหล่งขายหัตถกรรมฝีมือดีนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักถูกกลืนกินโดยผลิตภัณฑ์จากจีนไปหมดตั้งแต่เสื้อผ้า สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงผ้าซิ่น ผ้าซิ่นลาวถูกผ้าซิ่นจีนที่ทอด้วยเครื่องมาวางขายเป็นของที่ระลึกแทนผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่น

จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศในลาว สรุปได้ว่า อุปสรรคของการลงทุนในลาวคือ การขาดแคลนทรัพยากรมนุษย์อย่างรุนแรง ระบบการศึกษามีคอร์รัปชัน และผลิตผลงานคือแรงงานที่ไม่มีคุณภาพดังนั้นการไปลงทุนด้านการฝึกอบรม Hospitality ก็อาจจะน่าสนใจ ที่ลาวมีโรงเรียนด้านนี้ที่รับทุนจากลักเซมเบิร์กแต่บุคลากรที่มีทักษะก็ยังนับว่าไม่เพียงพอ

ความเสี่ยงทางธุรกิจท่องเที่ยวที่สำคัญในลาวคือความเสี่ยงด้านสังคมและการเมืองและความเสี่ยงที่พ่วงมาจากการเมืองไทย แม้รัฐบาลลาวจะสนับสนุนการลงทุน และได้ทำเรื่องดีๆ เช่น ปิดกิจการต่างชาติที่ก่อให้เกิดอาชญากรรมและความเสียหายทางวัฒนธรรมที่บ่อเต็นและวังเวียงอย่างเฉียบขาดก็ตาม แต่เนื่องจากนโยบายและกติกาอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เพราะระบบการเมืองการปกครองที่รวมศูนย์ ไม่สามารถให้ความมั่นใจแก่นักลงทุนได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดอะไรเกิดขึ้นได้บ้างในอนาคต ดังนั้นแบรนด์ดัง 4 ดาว 5 ดาวระดับนานาชาติจึงยังไม่เข้าลาวปล่อยให้จีนครองตลาดเต็มที่

ที่จริงประเด็นนี้ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยควรทบทวนเป็นตัวอย่าง เพราะกำลังเข้าสู่ Mode การรวมศูนย์มากขึ้นเช่นกัน!!