วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การบริหารจัดการสัมปทานหมดอายุ

ภายใต้ระบบสัมปทานปิโตรเลียม ตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 (Thailand I) ให้สิทธิผู้รับสัมปทาน

ในการสำรวจเป็นระยะเวลา 8 ปี และขอต่อระยะเวลาได้อีก 4 ปี รวมระยะเวลาสำรวจทั้งสิ้น 12 ปี (8+4) และให้สิทธิในการผลิตปิโตรเลียม (นับแต่วันถัดจากวันสิ้นสุดระยะเวลาสำรวจ) เป็นระยะเวลา 30 ปี และขอต่อระยะเวลาผลิตได้อีก 10 ปี รวมระยะเวลาผลิตทั้งสิ้น 40 ปี (30+10) และตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2532 (Thailand III) ให้สิทธิผู้รับสัมปทานในการสำรวจรวมทั้งสิ้น 9 ปี (6+3) และให้สิทธิในการผลิตปิโตรเลียมรวมทั้งสิ้น 30 ปี (20+10) เมื่อหมดระยะเวลาผลิตในช่วงที่มีการต่อแล้ว สัมปทานก็จะสิ้นสุดลง และจะไม่สามารถต่อหรือขยายเวลาออกไปได้อีก ทรัพย์สินที่เป็นประโยชน์จะตกเป็นของรัฐ

ปัจจุบันมีแปลงสำรวจที่เข้าสู่ช่วงของการต่อระยะเวลาผลิตจำนวน 8 แปลง คือ แปลงสำรวจบนบกหมายเลข NC อยู่ภายใต้ระบบ Thailand III จะสิ้นสุดสัมปทานในปี 2564 ปัจจุบันผลิตน้ำมันดิบได้ประมาณ 400 บาร์เรลต่อวัน สำหรับแปลงนี้ เมื่อสิ้นอายุสัมปทานยังไม่แน่ว่าจะมีศักยภาพปิโตรเลียมเหลืออยู่ อย่างไรก็ตามเนื่องจากปริมาณน้ำมันดิบที่ผลิตได้มีไม่มาก การบริหารจัดการกับแปลงนี้จึงทำแบบค่อยเป็นค่อยไปได้ แม้เกิดความล่าช้าทำให้ต้องหยุดผลิตก็จะไม่ส่งผลกระทบกับความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ ต่างจากกรณีของกลุ่มแปลงสำรวจในทะเลหมายเลข 10 11 12 13 15 16 และ 17 ที่อยู่ภายใต้ระบบ Thailand I ซึ่งจะสิ้นสุดสัมปทานในปี 2565 ปัจจุบันผลิตก๊าซธรรมชาติรวมกันประมาณ 2,100 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 70 ของก๊าซที่ผลิตได้ทั้งหมดจากแปลงสัมปทาน เป็นแหล่งผลิตก๊าซที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โดยใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ใช้เป็นก๊าซหุงต้มในครัวเรือน ใช้เป็นก๊าซสำหรับรถยนต์ และยังใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีก่อเกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ มากมาย สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับภาครัฐและประชาชน ซึ่งก๊าซที่นำเข้ามาจากต่างประเทศไม่สามารถทำได้

และจากข้อมูลด้านปริมาณสำรองก๊าซ ณ ปี 2556 พบว่าเมื่อสิ้นอายุสัมปทานกลุ่มแปลงดังกล่าวนี้ยังคงมีศักยภาพปิโตรเลียม ถ้าปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยไม่ทำอะไร จะทำให้การลงทุนและการผลิตก๊าซขาดความต่อเนื่องเพราะเมื่อเข้าสู่ช่วง 5 ปีสุดท้าย ถ้ายังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน ผู้รับสัมปทานก็จะหยุดลงทุนซึ่งจะส่งผลให้อัตราการผลิตก๊าซลดลงต่อเนื่องจนหยุดผลิตสวนทางกับความต้องการใช้ที่เพิ่มมากขึ้น และคาดว่าจะไม่สามารถนำเข้าก๊าซ LNG มาทดแทนได้ทันเนื่องจากไม่มีอุปกรณ์รองรับอย่างเพียงพอ จะเกิดภาวะขาดแคลนก๊าซ ส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าประมาณ 7,000 เมกะวัตต์ กระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี และจะทำให้ราคาก๊าซ NGV และค่าไฟฟ้าปรับเพิ่มขึ้นอีกด้วย

การบริหารจัดการแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุ เป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของภาคประชาชน และเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่จะต้องทำให้สำเร็จ ภายใต้แผนการจัดหาก๊าซในระยะยาวที่ถูกนำมาเสนอในงานสัมมนารับฟังความคิดเห็น “ทิศทางพลังงานไทย” จัดโดยกระทรวงพลังงาน ในแผนดังกล่าวนี้ รัฐจะต้องเร่งดำเนินการใน 4 เรื่อง คือ (1) สำรวจหาแหล่งใหม่ๆ มาทดแทนแหล่งเก่าที่จะหมดไป (2) หาแนวทางบริหารจัดการแปลงที่จะหมดอายุ (3) เจรจาแก้ไขปัญหาพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนเพื่อการพัฒนาปิโตรเลียมร่วมกัน และ (4) ลดการใช้ก๊าซ โดยสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชนิดอื่นแทนก๊าซ เป็นต้น

เหตุผลที่ต้องนำเรื่องนี้ขึ้นมาพิจารณาเป็นการล่วงหน้ากว่า 8 ปี เนื่องจากมองเห็นถึงความสำคัญดังกล่าวและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น การบริหารจัดการกับกลุ่มแปลงที่จะหมดอายุนี้ มีหลายประเด็นที่จะต้องนำมาศึกษา พิจารณาถึงข้อดี ข้อเสีย และเลือกที่จะนำมาปรับใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และต้องเป็นไปเพื่อ ความต่อเนื่องของการลงทุนและการผลิตก๊าซซึ่งเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่สุด เช่น เรื่องระบบที่จะนำมาใช้ จะอยู่ภายใต้ระบบบริหารจัดการปิโตรเลียมแบบใด ภายใต้กฎหมายที่มีอยู่เดิม คือ ระบบสัมปทานในปัจจุบัน (Thailand III) หรือจะออกกฎหมายใหม่เพื่อนำระบบแบ่งปันผลผลิต หรือระบบสัญญาจ้าง มาใช้แทน การบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่เดิมอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายกว่าการยกร่างกฎหมายใหม่ซึ่งอาจต้องใช้เวลานาน และต้องมีเหตุผลมาสนับสนุนว่าดีกว่าระบบปัจจุบันอย่างไร เป็นต้น เรื่องที่สองที่ต้องพิจารณา คือ ผู้ดำเนินงาน จะเป็นรายเก่าหรือรายใหม่ อย่างไหนจะเป็นประโยชน์มากกว่ากัน รายเก่าอาจได้เปรียบในเรื่องความรู้ความสามารถ ความชำนาญในพื้นที่ เป็นต้น และเรื่องสุดท้ายที่จะกล่าวถึง คือ ผลประโยชน์ที่รัฐจะได้รับ เป็นผลประโยชน์ภายใต้ระบบที่เลือกใช้ เช่น ค่าภาคหลวง ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม (ในกรณีเลือกระบบ Thailand III) และ ผลประโยชน์อื่นในฐานะเป็นเจ้าของอุปกรณ์การผลิตทั้งหมดที่ตกเป็นของรัฐ ซึ่งจะต้องเหมาะสมเป็นธรรมและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

จากข้อกฎหมายที่กำหนดให้ อุปกรณ์ต่างๆ ตกกลับมาเป็นของรัฐนั้น หลายท่านอาจคิดว่ามันน่าจะทำการผลิตต่อไปได้โดยง่าย ไม่มีความเสี่ยงแล้ว ไม่ต้องลงทุนเพิ่มแล้ว เอามาเปลี่ยนระบบเป็นแบ่งปันผลผลิต หรือจ้างเอกชนผลิต ประโยชน์จะตกเป็นของรัฐทั้งหมด ขอเรียนว่า...การผลิตก๊าซในอ่าวไทยไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนเปิดก๊อกน้ำ นานวันก๊าซยิ่งหายาก ความเสี่ยงมากขึ้น ต้องลงทุนมากขึ้น และจากข้อมูลในปัจจุบันเพื่อความต่อเนื่องในการผลิตก๊าซ จะต้องลงทุนในแต่ละปี ไม่ต่ำกว่า 7-8 หมื่นล้านบาท ติดตั้งแท่นหลุมผลิตไม่ต่ำกว่า 15 แท่น เจาะหลุมผลิตไม่น้อยกว่า 500 หลุม หยุดลงทุนหยุดเจาะเมื่อใดก๊าซก็จะไหลได้น้อยลงจนหยุดไหลในที่สุด ต้องขอให้ช่วยกันคิด พิจารณา บนพื้นฐานข้อมูลและความเข้าใจที่ถูกต้อง และต้องคำนึงถึงเรื่องต่อไปนี้ เช่น ใครจะเป็นผู้รับความเสี่ยงในการลงทุนด้วยจำนวนเงินมากขนาดนั้น ใครจะเป็นผู้มีความรู้จริงในการกำหนดตำแหน่งแท่น ตำแหน่งหลุมผลิตจำนวนมาก ใครจะมีอำนาจเข้าไปแทรกแซงแผนการดำเนินงานของผู้รับสัมปทานรายเดิมในช่วง 3-5 ปีสุดท้าย และในกรณีเปลี่ยนผู้ดำเนินงานรายใหม่จะเข้าพื้นที่ได้เมื่อใด เป็นต้น

การศึกษาหาแนวทางบริหารจัดการแปลงสัมปทานที่จะหมดอายุ ยังมีรายละเอียดอื่นๆ ที่ต้องพิจารณาอีกมาก และเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การศึกษาหาวิธีที่เหมาะสม ทำได้จริงและเป็นประโยชน์ต่อรัฐมากที่สุดนั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและรวมถึงภาคประชาชน การเลือกวิธีการบริหารจัดการให้เสร็จสิ้นโดยเร็วจะช่วยลดผลกระทบต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต โดยเฉพาะกับแผนการจัดหาก๊าซให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง