เชื่อกันว่าทุกๆ ประเทศมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครไม่มากก็น้อย ในกรณีของอเมริกา American Exceptionalism
ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งตอนญี่ปุ่นรุ่ง คนก็สนใจเปรียบเทียบอเมริกากับญี่ปุ่น เดี๋ยวนี้หันมาเปรียบเทียบจีนกับอเมริกาที่ดูเหมือนจะเลือกยุทธศาสตร์การเจริญเติบโตและวิถีทางทุนนิยมที่ต่างกันแบบสุดขั้ว แต่ในทรรศนะของผู้เขียนเปรียบเทียบเอเชียกับอเมริกาไม่น่าสนใจและลึกซึ้งเท่ากับเปรียบเทียบอเมริกากับยุโรป โดยเฉพาะเรื่องบทบาทหรือปฏิสัมพันธ์รวมทั้งทัศนคติของสังคมที่มีต่อรัฐและการทำงานของตลาด
ดูรัฐสวัสดิการหรือ Welfare State และการมองปัญหาความไม่เท่าเทียมกันหรือการแก้ปัญหาความยากจนเป็นตัวอย่างก็จะเห็นความแตกต่างระหว่างอเมริกาและยุโรปอย่างชัดเจน ในตอนนี้เราจะพูดถึงผลของความแตกต่างนี้ที่มีต่อความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจและความยากจน ส่วนเรื่องผลต่อประสิทธิภาพของระบบและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะอภิปรายในโอกาสต่อไป ประเทศที่อยู่ในระดับทุนนิยมขั้นสูงเช่น ยุโรปและอเมริกาล้วนเป็น Welfare State Capitalism คือตลาดเสรีมีบทบาทสำคัญ ในขณะเดียวกันรัฐก็เข้ามามีบทบาทในการประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนในชาติตั้งแต่เกิดจนตายก็ว่าได้ ความแตกต่างระหว่างอเมริกากับยุโรปที่เห็นได้ชัดที่สุดในด่านแรกคือสถิติที่บ่งชี้ว่าขนาดของภาษีและการใช้จ่ายของรัฐบาลของอเมริกามีขนาดโดยเปรียบเทียบเล็กกว่าของยุโรปค่อนข้างมากโดยเฉพาะตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา
ขนาดของรัฐในระดับหนึ่งบอกถึงความสำคัญของความเป็นรัฐสวัสดิการสังคม ในขณะที่อเมริกาเก็บภาษีประมาณร้อยละ 30 เศษๆ ต่อ GDP กลุ่มรายได้สูงประเทศยุโรปยกเว้นอังกฤษเก็บภาษีสูงถึงร้อยละ 45 ต่อ GDPบวกลบโดยที่สวีเดนสูงถึงร้อยละ 55 ในปี ค.ศ.1990 ในช่วงปี ค.ศ.1950-1955 การใช้จ่ายของรัฐในกลุ่มประเทศ Nordic หรือสแกนดิเนเวียเคยสูงถึงร้อยละ 67 ร้อยละ 61 และร้อยละ 59 ในกรณีของสวีเดน ฟินแลนด์และเดนมาร์กตามลำดับ การที่รัฐบาลของประเทศหนึ่งเช่นสวีเดนได้เพิ่มการเก็บภาษีโดยสังคมยินยอมจากร้อยละ 21 ของ GDP ในปี ค.ศ.1950 มาเป็นร้อยละ 55 ในเวลาอีก 40 ปีต่อมา ในทรรศนะของผู้เขียนไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยว่านี่ต้องเป็นการเปลี่ยนโฉมของประเทศแบบพลิกแผ่นดินเป็น Great Transformation อะไรคือรากเหง้าหรือที่มา ทำไมประเทศทุนนิยมที่ร่ำรวยอื่นๆ หรืออเมริกาไม่ทำแบบนี้ เพราะอะไร เราต้องตีโจทย์นี้ให้แตก
เมื่อเรามาดูโครงสร้างของความแตกต่าง ที่มาของภาษีและโครงสร้างของการใช้จ่ายเพื่อ Welfare (ไม่รวมเรื่องการศึกษา) ก็จะพบอะไรที่น่าสนใจเช่นในกรณีของโครงสร้างการใช้จ่าย เราพบว่าสวีเดนขณะที่เป็นรัฐสวัสดิการที่ภาครัฐก็ทำหน้าที่เหมือนเป็นนายจ้างแหล่งสุดท้ายรายใหญ่ ค่าจ้างและเงินเดือนสูงที่สุดถึงร้อยละ 16.4 ต่อ GDP จาก 52% ต่อ GDP ของการใช้จ่ายภาครัฐหรือประมาณร้อยละ 30 ของการใช้จ่ายภาครัฐ ขณะที่รัฐสวีเดน เยอรมัน และฝรั่งเศสลงทุนเพียงแค่ร้อยละ 2.2, 1.8 และ 3.2% ต่อ GDP ตามลำดับในช่วงปี 1998-2000 เมื่อเทียบกับยุโรป อเมริกานอกจากจะเก็บภาษีโดยรวมได้น้อยกว่าแล้ว อเมริกายังใช้จ่ายในหมวดสังคมหรือโอนเงินให้แก่ประชาชน (เช่นสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ คนทุพพลภาพ สวัสดิการสำหรับครอบครัว การคุ้มครองแรงงานจากการว่างงาน และปัญหาจากการทำงาน การดูแลเรื่องสุขภาพและสวัสดิการอื่นๆ เป็นต้น) โดยเปรียบเทียบน้อยกว่าประเทศในกลุ่มยุโรปค่อนข้างมากอย่างเห็นได้ชัดน้อยกว่าแม้กระทั่งอังกฤษคือน้อยกว่าสวีเดนเกือบเท่าตัว ขณะที่อเมริกาใช้จ่าย 14.6% ต่อ GDP เมื่อเทียบกับร้อยละ 31 ต่อ GDP ในกรณีของสวีเดน หรือฝรั่งเศส 28.8 เยอรมนี 27.3 อังกฤษ 24.7 หรือยุโรปโดยรวม 25.5
สถิติเบื้องต้นนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกลงไปอีกเมื่อเราเจาะดูโครงสร้างของการใช้จ่ายในรายละเอียดในกรณีของเรื่องการดูแลเรื่องสุขภาพ การใช้จ่ายของรัฐอเมริกันอยู่ที่ 5.9% ต่อ GDP ซึ่งแม้จะน้อยว่ารัฐของยุโรปอยู่มาก แต่ไม่ได้แตกต่างกันมากเหมือนรายการอื่น (ยุโรปโดยรวม 6.1% ต่อ GDP เมื่อเทียบกับอังกฤษ 5.6 สวีเดน 6.6 เยอรมัน 7.8 ฝรั่งเศส 7.3) แต่ข้อมูลที่น่าเชื่อถือบ่งชี้ว่าต้นทุนในการดูแลหรือการประกันสุขภาพของคนอเมริกันทั้งประเทศในขณะนี้ ซึ่งอเมริกาใช้ระบบที่พึ่งพาเอกชนและรัฐอาจจะสูงถึงร้อยละ 17% ต่อ GDP อเมริกาใช้ระบบโดยให้คนที่ไม่ใช่คนจนและคนแก่ซื้อประกันเอง ช่วยตัวเอง (ก่อน Obama Care ที่เริ่มมีผลใช้เมื่อปีที่แล้ว) โดยซื้อประกันจากบริษัทประกัน ส่วนคนจนจะเข้าถึงบริการจากรัฐผ่าน Mediaid และ คนแก่ผ่าน Medicare เราจึงพบว่าคนอเมริกันประมาณ 50 ล้านคนไม่มีหลักประกันสุขภาพ นี่ยังไม่ได้พูดถึงคุณภาพการให้บริการมีการพูดกันมานานว่านี่เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับประเทศที่ร่ำรวย มีเศรษฐีระดับโลกเยอะแยะ เป็นประเทศนิยมขั้นสูงสุดชาติเดียวที่ไม่มีระบบประกันสุขภาพคุ้มครองคนทั้งประเทศ แตกต่างกับยุโรปอย่างสิ้นเชิงที่ใช้ระบบครอบคลุมทุกๆ คนหรือระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า Universal Healthcare หรือ Universal Health Insurance
โดยทั่วไปแม้กระทั่งเรื่องอื่นๆ อเมริกาเลือกที่จะใช้ระบบเลือกสรร ระบบกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจง หรือ Targeting ไม่ใช่ระบบหรือปรัชญา Universal ที่ทุกคนเสียภาษีและเข้าถึงบริการเหมือนๆ กัน การใช้จ่ายโดยรัฐของอเมริกาจึงต่ำกว่าของยุโรปมาก
ในกรณีของการใช้จ่ายสำหรับผู้สูงอายุ ผู้ไร้สมรรถนะ แม้กระทั่งอังกฤษที่ปรัชญาให้ความสำคัญกับกลไกตลาดคล้ายอเมริกา ก็ใช้จ่ายเพื่อการนี้ต่อ GDP อยู่ในระดับเดียวกับยุโรปคือสูงถึงร้อยละ 14.2 เมื่อเทียบกับยุโรปโดยรวม 12.7 สวีเดน 14.0 ฝรั่งเศส 13.7 เช่นเดียวกัน อเมริกันใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการของครอบครัวเช่นบุตร ครอบครัวที่ยากจน พ่อแม่หย่าร้างแยกกันอยู่อย่างเข้มงวด และใช้จ่ายน้อยกว่าเมื่อเทียบกับอังกฤษและประเทศอื่นๆ ในยุโรป ขณะที่อเมริกาใช้จ่ายเพื่อการนี้แค่ 0.5% ของ GDP ในปี 2000 อังกฤษใช้ถึง 2.2 และยุโรปโดยรวม 2.3 สวีเดน 3.3 ยุโรปใช้จ่ายเพื่อสวัสดิการของคนงานที่ตกงาน ไม่สามารถทำงานได้ในช่วงเวลาหนึ่งสูงกว่าในกรณีของอังกฤษและอเมริกาหลายเท่าตัว บ่งชี้ถึงเบื้องหลังของความสำคัญของแรงงานในระบบการเมืองและความเป็นมาในประวัติศาสตร์ ในด้านการใช้จ่ายทางด้านบำนาญของรัฐก็เช่นกัน อเมริกาใช้จ่ายเพื่อการนี้ต่ำสุด ต่ำกว่าอังกฤษโดยที่ระบบบำนาญของยุโรปค่อนข้างใจดี ในส่วนของรัฐสัดส่วนของการใช้จ่ายต่อ GDP ในช่วงสิบปี (1985-1995) หลายประเทศในยุโรปสูงกว่าอเมริกาเกือบเท่าตัว เช่นฝรั่งเศส 7.59 เยอรมนี 7.71 เมื่อเทียบกับอเมริกา 3.21
คำถามที่สำคัญWelfare State ที่ใหญ่กว่ายุโรปทำให้สังคมยุโรปมีความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจมากกว่าสังคมทางอเมริกันใช่หรือไม่ และเบื้องลึก อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ระบบออกมาต่างกัน






