ทันทีที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. 250 คน
และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว สังคมไทยก็เดินหน้าเข้าสู่โหมด “ปฏิรูป” อย่างเต็มรูปแบบ
+++ ทั้งนี้ใน 11 ด้านของการปฏิรูปนั้น อยากจะหยิบยก “ด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม” มาพูดถึงเป็นพิเศษ หลังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการ “ตรวจที่เกิดเหตุ” และ “สอบสวนผู้ต้องสงสัย” ของตำรวจในการคลี่คลายคดีฆาตกรรมสองหนุ่มสาวนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษบนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี
+++ เหตุผลก็เพราะสิ่งที่ตำรวจได้ฝากไว้ในคดีนี้ดูจะ “สวนทาง” กับกระแสสังคมที่เรียกร้องอยากเห็นการ “ปฏิรูปตำรวจ” ซึ่งเป็นต้นธารกระบวนการยุติธรรมให้มีมาตรฐานในการดำเนินคดี มีประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย และคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน
+++ ยิ่งไปกว่านั้นการสืบสวนสอบสวนในคดีนี้ บางขั้นตอน ทำให้เครดิตตำรวจติดลบ ซึ่งตรงกันข้ามกับคำว่า “เพอร์เฟกต์” ที่ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ออกปากชื่นชมเอาไว้
+++ ที่สำคัญยังสวนทางกับนโยบายการบริหารราชการที่ ผบ.ตร.ประกาศไว้เมื่อเร็วๆ นี้ โดยเฉพาะใน “นโยบายข้อที่ 5” ซึ่งระบุว่า “พิทักษ์รับใช้ให้บริการประชาชนในทุกมิติ ทั้งการรักษาความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และการอำนวยความยุติธรรม เพื่อให้ตำรวจเป็นที่พึ่งพาของประชาชนได้อย่างแท้จริง”
+++แม้จะยังไม่มีการอรรถาธิบายว่าจะมีมาตรการขับเคลื่อนนโยบายข้อนี้ให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร และออกจะเสียดายที่ในการประกาศนโยบายครั้งนี้ไม่มีการพูดถึงการปรับปรุงพัฒนาเพื่อยกระดับมาตรฐานการสืบสวนสอบสวนของตำรวจ แต่อย่างน้อย ผบ.ตร.ก็แสดงความตั้งใจว่า อยากให้เห็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีในขณะที่กุมบังเหียนอยู่
+++กระจอกข่าวเจ้าประจำรายงานสดจากในรั้วกรมปทุมวันยืนยันว่า เมื่อครั้ง พล.ต.อ.สมยศ มอบนโยบายการบริหาราชการแก่นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่มาร่วมรับฟัง ก็พูดไว้อย่างชัดถ้อยชัดคำว่า “ผมมายืนตรงนี้ก็ไม่ได้คาดหวังอะไร แต่เมื่อมีโอกาส มีวาสนาแล้ว ขอทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเพื่อทำให้พี่น้องประชาชน สำนักงานตำรวจแห่งชาติเจริญขึ้นบ้าง”
+++สำทับด้วย วิสัยทัศน์เน้นย้ำหน้าที่ของตำรวจ คือ "เราจะมอบความรัก สร้างความศรัทธา สร้างความผาสุกให้แก่ประชาชน" และจะให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ประเมินผลงานอีกต่างหาก
+++ฟังแล้วมีความหวังขึ้นมา แต่จะเป็นจริงหรือไม่เป็นอีกเรื่อง เพราะแว่วๆ จากคนใกล้ตัว ผบ.ตร.มาว่า หลังจากท่านนั่งเก้าอี้เต็มก้นแล้วจะเสนอแนะอะไรก็เหมือนจะ "ไม่ได้ยิน"
+++หลายๆ คนจึงฝากสะกิดเตือนด้วยความเป็นห่วงเป็นใยว่า การที่จะทำให้ตำรวจเป็น “ที่พึ่งพา” ของประชาชนได้นั้น ตำรวจต้องลดความ "หวาดระแวง" และสร้างความ "น่าเชื่อถือ” ในระดับที่ก่อทำให้เกิดความ “ไว้วางใจ” เสียก่อน ซึ่งที่ผ่านมาทุกภาคส่วนได้เสนอแนะแนวทางปรับปรุงแก้ไขมาแล้วมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงตำรวจด้วยกันเองก็มีอยู่ไม่น้อย ไม่เชื่อลองถาม "เพื่อนร่วมรุ่น" ดูได้
+++จากนี้ไปก็ขึ้นอยู่กับว่า “แม่ทัพสีกากี” จะเปิดกว้างรับฟังเสียงสะท้อนในทางสร้างสรรค์ที่มีต่อการ "ปฏิรูประบบงานตำรวจ" มากน้อยเพียงใดเท่านั้น






