หากพูดถึงเทรนด์ในโลกดิจิทัลมาแรงในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาคงหนีไม่พ้น SELFIE หรือ การถ่ายรูปตัวเองหรือกลุ่มเพื่อน
เพื่ออัพโหลดลงในโซเชียลมีเดียแน่นอน
จากข้อมูลของ Samsung ในจำนวนรูปทั้งหมดที่ถูกถ่ายโดยกลุ่มคนอายุ 18-24 ปี พบว่าเป็นรูป Selfie มากถึง 30% และในโซเชียลมีเดียสุดฮิตอย่าง Instagram ก็มีรูปที่ทำแฮชแท็ก #SELFIE มากกว่า 88 ล้านรูป และเมื่อเทียบช่วง 1 ปีล่าสุด (ข้อมูลวันที่ 23 มิ.ย. 2557) กับช่วงปี 2555 การใช้คำว่า Selfie ในโลกดิจิทัลเพิ่มขึ้นถึง 17,000%!!
ข้อมูลเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ถึงความแรงของกระแส Selfie ได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับนักการตลาดแล้ว สิ่งที่ทำให้ Selfie เป็นปรากฏการณ์คือ การที่ได้เห็นหลายๆ แบรนด์ชั้นนำเกาะกระแสและใช้ประโยชน์จากกระแสนี้ เพื่อสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่ม GEN Y และ Z ที่มีบทบาทกับโลกดิจิทัลมากที่สุด เราเรียกสิ่งนี้ว่า Selfie Marketing
นับเฉพาะปี 2556 จำนวนแบรนด์ที่ใช้เทรนด์การถ่ายรูปตัวเองนี้มาเป็น Gimmick ในการทำแคมเปญผ่านทางเฟซบุ๊ค และทวิตเตอร์ เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 18 เป็น 390 แบรนด์
มาดูตัวอย่างแบรนด์ต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จจากการทำ Selfie Marketing ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายบนโลกดิจิทัล
Urban Degree , South Africa ในช่วงปลายปีที่แล้ว Urban Degree แบรนด์เสื้อผ้าชั้นนำในประเทศแอฟริกาใต้ได้ทำ Selfie Marketing ผ่านโซเชียลมีเดียยอดนิยมในประเทศอย่าง ทวิตเตอร์ โดยเชิญชวนให้ลูกค้าโพสต์รูป Selfie ที่ตัวเองลองเสื้อผ้าของร้านในห้องลอง แล้วทำแฮชแท็ก #UrbanSelfie ทุกคนที่โพสต์จะได้รับคูปองมูลค่า 10 ดอลลาร์ สำหรับซื้อสินค้าในร้าน ส่วนรูปที่ได้รับการรีทวิต มากที่สุดในแต่ละสัปดาห์จะได้รับรางวัลใหญ่เป็นคูปองมูลค่า 1,000 ดอลลาร์ ปรากฏว่าแคมเปญนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก นอกจากจะช่วยดึงลูกค้าเข้าร้านมากขึ้นแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจในแคมเปญนี้คือวิธีคิดของ Urban Degree ที่กำหนดกติกาให้ห้องลองเสื้อในร้านเป็นสถานที่ถ่าย Selfie จริงๆแล้วการถ่าย Selfie ในห้องลองเสื้อนั้นเป็นสิ่งที่สาวๆ ทำกันเป็นประจำอยู่แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจที่มีสาวๆเข้ามาร่วมสนุกกับแคมเปญนี้อย่างถล่มทลาย!
Turkish Airlines , Turkey ในช่วงปลายปีที่แล้ว Turkish Airlines ได้ออกแคมเปญ #selfieshootout เพื่อโปรโมทสายการบินในช่วงไฮซีซันฤดูกาลท่องเที่ยว ผ่านโซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ กติกาคือโพสต์รูป Selfie แล้วทำแฮชแท็ก #selfieshootout รูปที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับรางวัลเป็นตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวที่ไหนก็ได้ที่ต้องการ โดยปกติแคมเปญ Selfie มีจุดแข็งอยู่ที่การรู้สึกมีส่วนร่วมของลูกค้าอย่างแท้จริง(Costomer Involvement) แต่แคมเปญนี้ได้ก้าวไปไกลอีกขั้นหนึ่ง โดยใช้ซูเปอร์สตาร์ระดับโลกในวงการกีฬาอย่าง Lionel Messi และ Kobe Bryant มาทำคลิปโปรโมทแคมเปญผ่านยูทูบ ปรากฏว่ามีคนเข้ามาดูคลิปนี้ถึง 130 ล้านครั้งในเวลา 2 สัปดาห์เท่านั้น!
นับว่าเป็นความชาญฉลาดของแบรนด์ที่ผสานแพลตฟอร์มต่างๆ ที่ใช้ในแคมเปญอย่างเฟซบุ๊คทวิตเตอร์ เข้ากับแพลตฟอร์มที่สร้างการรับรู้และไวรัลได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุดอย่างยูทูบ อีกทั้งยังใช้แรงดึงดูดของเซเลบริตี้ มาปรับใช้ในแคมเปญอีกด้วย
AXE Deodorant,USA ในช่วงเทศกาลวาเลนไทน์ ที่ผ่านมา AXE Deodorant ได้ออกแคมเปญ #kissforpeace ผ่านทางโซเชียลมีเดียทั้งเฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ โดยเชิญชวนให้ลูกค้าโพสต์รูป Selfie ที่ kiss ผลิตภัณฑ์ AXE Deodorant ที่ตัวเองชอบ หรือจะ kiss กันเองก็ได้ แล้วทำแฮชแท็ก #kissforpeace รูปที่ได้รับการคัดเลือกในแต่ละสัปดาห์จะได้รับรางวัลจากแบรนด์ โดยรางวัลใหญ่ที่สุดคือทริปไปเที่ยว เบอร์ลิน 2 ที่นั่ง แรกเริ่มเดิมทีแคมเปญนี้ตั้งเป้าเอาไว้ที่ 50,000 kiss แต่ทำไปทำมากลายเป็นว่าแคมเปญนี้ประสบความสำเร็จทะลุเป้าไปไกล
เบื้องหลังการออกแคมเปญนี้ของยูนิลีเวอร์ คือช่วงก่อนหน้านี้ AXE Deodorant มีภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างจะติดลบ เพราะมักจะทำโฆษณาออกมาเป็นเรื่องทางเพศในแง่มุมที่ล่อแหลม ดังนั้นยูนิลีเวอร์ จึงต้องการดึงภาพลักษณ์ของแบรนด์ขึ้นมาผ่านการทำแคมเปญนี้ และผูกชื่อแบรนด์กับคำที่เป็น Positive อย่าง Kiss และ Peace สุดท้ายไม่ว่ายอดขายจะสูงขึ้นหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่ทางแบรนด์ได้ไปเต็มๆคือเรื่อง Awareness และการสร้าง Buzz กับกลุ่มเป้าหมายบนโลกดิจิทัลนั่นเอง
ในอนาคตอันใกล้ Selfie จะไม่ได้เป็นกระแสหรือปรากฏการณ์ในโลกดิจิทัลอีกต่อไป แต่จะเป็นเพียงหนึ่งวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่เท่านั้น ซึ่งจะส่งผลให้การทำ Selfie Marketing ในอนาคตค่อยๆ ลดความน่าตื่นเต้นและประสิทธิภาพลงไป เวลานี้จึงเป็นช่วงเวลาทองของนักการตลาด ที่จะวางแผนนำ Selfie Marketing มาใช้กับแบรนด์อย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ที่สำคัญจะทำอย่างไรให้ดูใหม่และแตกต่าง






