วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ความท้าทายเศรษฐกิจเอเชียและไทยกับประเด็นปฏิรูป

อาทิตย์ที่แล้วผมได้พูดเรื่องเศรษฐกิจให้กับกลุ่ม Asia-Pacific Emerging Leaders 2014 จัดโดยบริษัท Grant Thornton

โดยมีผู้นำรุ่นใหม่ของบริษัทที่ทำงานอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเข้าร่วมสัมมนากว่า 80 คน ซึ่งน่าสนใจเพราะเป็นเวทีสัมมนาของคนรุ่นใหม่ของภูมิภาคเอเชีย โดยผมได้พูดถึงประเด็นโอกาสและความท้าทายของเศรษฐกิจเอเชีย รวมถึงไทย วันนี้ก็เลยอยากจะเล่าประเด็นนี้ให้แฟนคอลัมน์ “เศรษฐศาสตร์บัณฑิต” ทราบ

เศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มเอเชียแปซิฟิก กำลังมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะหลังวิกฤติเศรษฐกิจโลกปี 2008 ขับเคลื่อนโดยบทบาทของประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย เฉพาะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาชัดเจนว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชีย โดยเฉลี่ยจะสูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกและของประเทศอุตสาหกรรมหลัก คือ เศรษฐกิจประเทศตลาดเกิดใหม่ในเอเชียขยายตัวประมาณร้อยละ 5 ต่อปี ขณะที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวร้อยละ 3 และเศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมหลักประมาณร้อยละ 2 อัตราการขยายตัวที่สูงกว่านี้ ทำให้ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีสัดส่วนการผลิตในเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดปี 2013 ข้อมูลจากธนาคารโลกชี้ว่า สัดส่วนเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกในเศรษฐกิจโลกได้เพิ่มเป็นร้อยละ 25 และถ้าดูในแง่ของการผลิตของเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกที่มีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก หรือ Contributions to growth ตัวเลขล่าสุดชี้ว่า จากอัตราการขยายตัวเฉลี่ยของเศรษฐกิจโลกช่วง 2008-11 ที่ร้อยละ 2.17 ต่อปี ประมาณร้อยละ 43 ของการผลิตของเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น มาจากการผลิตของเศรษฐกิจในกลุ่มเอเชียแปซิฟิก และสำหรับปี 2013 อัตราส่วนดังกล่าวได้เพิ่มเป็นร้อยละ 45 ดังนั้นในการเติบโตของเศรษฐกิจโลกขณะนี้ ประมาณเกือบครึ่งของการผลิตที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปีจะมาจากเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

อีกประเด็นก็คือ เมื่อเราพูดถึงการเติบโตในอัตราที่สูงของเอเชีย อัตราที่สูงดังกล่าวเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ของเอเชีย คือ ไม่ได้กระจุกอยู่เฉพาะประเทศใดประเทศหนึ่งหรือในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง การขยายตัวที่สูงเกิดขึ้นทั้งในเศรษฐกิจเอเชียตอนกลาง (Central Asia) เศรษฐกิจเอเชียฝั่งตะวันออก (East Asia) เศรษฐกิจเอเชียตอนใต้ (South Asia) และกลุ่มเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ กลุ่ม ASEAN ลักษณะนี้ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชียมีความเข้มแข็ง

อะไรเป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชีย ผมคิดว่าหลายปัจจัยคงสำคัญรวมถึงพื้นฐานของเศรษฐกิจและความสามารถในการทำนโยบาย แต่ปัจจัยหนึ่งที่อาจโดดเด่น ก็คือ ความสามารถในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่นกรณีประเทศ ASEAN 10 ประเทศ ในอันดับท็อป 20 ประเทศแรกของโลกที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง ก็มีประเทศ ASEAN สองประเทศ คือ สิงคโปร์และมาเลเซียอยู่ในกลุ่มนี้ ประเทศไทยอยู่อันดับ 31 ฟิลิปปินส์อันดับ 52 แต่ที่สำคัญความสามารถในการแข่งขันนี้มีการพัฒนาให้ดีขึ้นเป็นลำดับ ของไทยช้าหน่อยแต่อันดับความสามารถในการแข่งขันก็ปรับตัวดีขึ้นจากอันดับ 39 ช่วงปี 2011-12 เป็นอันดับที่ 31 ช่วงปี 2014-15 โดยหมวดคะแนนที่ประเทศไทยทำได้ดีก็คือ ด้านเศรษฐกิจมหภาค สาธารณสุข และการศึกษาขึ้นพื้นฐาน แต่ที่แย่ก็คือ เรื่องนวัตกรรม ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และความเข้มแข็งของสถาบัน (Institutions)

แม้เอเชียจะเติบโตได้ดี และมีศักยภาพและโอกาสที่จะขยายตัวได้ต่อ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ ที่จะได้ประโยชน์จากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเริ่มในปีหน้า แต่โอกาสและศักยภาพดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะภายในเอเชียเองก็มีความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ต้องแก้ไข ที่อาจเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตของเศรษฐกิจเอเชียในอนาคตได้ ล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศได้แสดงความเห็นในเรื่องนี้ในบทความ เอเชีย : การบรรลุศักยภาพ (Asia : Achieving it potential) เขียนโดย นาย Changyong Rhee ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียแปซิฟิก

ไอเอ็มเอฟได้พูดถึงความท้าทายห้าด้านที่เศรษฐกิจเอเชียต้องแก้ไข

ด้านแรก คือ ต้องก้าวข้ามกับดักของประเทศรายได้ปานกลาง หรือ Middle Income Trap ที่มักเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีอยู่แต่ไม่ได้แก้ไข ทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจในอัตราที่สูงจะเกิดยากขึ้น (เช่น กรณีของไทย) เมื่อประเทศเข้าสู่ระดับของเศรษฐกิจรายได้ปานกลาง การแก้ไขจะต้องเน้นการทำนโยบายที่มุ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาเชิงคุณภาพ และลดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจ

สอง คือ ความท้าทายที่เศรษฐกิจเอเชียส่วนใหญ่รวมถึงประเทศไทยจะมีประชากรในวัยสูงอายุมากขึ้นในอนาคต ทำให้เศรษฐกิจจะขาดพลังของประชากรหนุ่มสาวที่จะผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจเหมือนแต่ก่อน ขณะเดียวกันทางการก็จะต้องสร้างระบบประกันสังคมที่ดี เพื่อดูแลประชากรในวัยนี้ ซึ่งจะเป็นภาระด้านการคลัง ดังนั้นจึงควรใช้ประโยชน์จากประชากรที่เลยวัยทำงานนี้ให้สามารถอยู่ทำงานในภาคแรงงานได้ต่อไปเพื่อประโยชน์ของประเทศ

สาม แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจที่มีมากขึ้นจากรูปแบบการเติบโตของเศรษฐกิจในอดีตที่เน้นการใช้แรงงานราคาถูกเป็นปัจจัยขับเคลื่อน ความเหลื่อมล้ำที่มีมากขึ้นจะเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตและเสถียรภาพของเศรษฐกิจ

สี่ คือ การพัฒนาระบบการเงิน เพื่อให้เกิดความเสมอภาคในโอกาสของประชาชนในการเข้าถึงการให้บริการทางการเงินของสถาบันการเงินในประเทศ เพราะถ้าคนส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงการให้บริการทางการเงินของสถาบันการเงินในประเทศได้ คนส่วนใหญ่ก็จะขาดโอกาสทางเศรษฐกิจ เพราะธุรกิจต้องขับเคลื่อนโดยสภาพคล่องที่ต้องมาจากการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ถ้าโอกาสในการเข้าถึงต่ำ คนส่วนใหญ่ก็จะไม่สามารถกู้เงินจากสถาบันการเงินในประเทศได้ ดังนั้น โอกาสที่คนเหล่านี้จะพัฒนาความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น หรือสร้างฐานะจากการมีธุรกิจหรืออาชีพก็จะมีน้อยลง นำมาสู่ความไม่สมดุลของการเติบโตและปัญหาความเหลื่อมล้ำ

ห้า ก็คือ ความเข้มแข็งของสถาบันและธรรมาภิบาล (Governance) ซึ่งรวมถึงประเด็น เช่น การมีสิทธิ์มีเสียงของพลเมืองในประเทศ ประสิทธิภาพในการทำหน้าที่และความรับผิดรับชอบของรัฐบาล ความมีเสถียรภาพทางการเมือง คุณภาพของหน่วยงานกำกับดูแล การบังคับใช้กฎหมาย และการควบคุมการทุจริตคอร์รัปชัน ประเด็นเหล่านี้สำคัญต่อความต่อเนื่องของการขยายตัวของเศรษฐกิจ เพราะธรรมาภิบาลที่ดีมักสัมพันธ์กับอัตราเจริญเติบโตที่ดีของเศรษฐกิจ สัมพันธ์กับความสามารถของประเทศที่จะพัฒนาในระดับที่สูงขึ้น ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอจะทำลายแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ ความไม่โปร่งใสจะทำให้การแข่งขันทางธุรกิจไม่เป็นธรรม และการทุจริตคอร์รัปชันจะลดทอนศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ และสร้างข้อจำกัดต่อการพัฒนานวัตกรรม และความสามารถในการแข่งขัน

นี่คือความท้าทายห้าด้านของเศรษฐกิจเอเชีย ซึ่งสำหรับประเทศไทย ทั้งห้าข้อเป็นปัญหาของเราทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องธรรมาภิบาล ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความไม่ทั่วถึงในโอกาสการเข้าถึงการให้บริการทางการเงินของสถาบันการเงิน ปัญหาประชากรสูงอายุ และปัญหาเชิงโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจที่ต้องปฏิรูป ดังนั้นสิ่งที่ประชาชนคนไทยหวังก็คือ ประเทศไทยจะสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้ไปได้ โดยมีการปฏิรูปเศรษฐกิจในประเด็นสำคัญเหล่านี้อย่างจริงจังเพื่อลดจุดอ่อนทางเศรษฐกิจของประเทศ

ก็อยากจะเห็นนักปฏิรูปประเทศที่กำลังเข้ามาทำหน้าที่เข้าใจโจทย์ที่ต้องแก้ไขในลักษณะนี้ และร่วมผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นต่อประเทศให้เกิดขึ้น