วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ลด ความเหลื่อมล้ำ ด้วยปฏิรูปการศึกษา

ปฏิรูปการศึกษา ต้องมีพันธกิจ “ต่อสู้ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ” ด้วย ไม่ใช่แค่การเพิ่มคะแนนทดสอบปลายปี

หรือในเวทีนานาชาติและถ่างความเหลื่อมล้ำให้มากยิ่งขึ้นในสังคมไทยอย่างที่เป็นมาโดยตลอด

รัฐบาล คสช. มีอำนาจที่จะสั่งการใหม่ อย่าได้ตกหลุมดำระบบราชการแบบเดิมๆ อาศัยแต่กระทรวงศึกษาธิการ

ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ในทุกด้าน ติดตัวมาพร้อมเด็กตั้งแต่ในท้องแม่ เมื่อไม่มีการแทรกแซงแก้ไข ก็จะติดตัวต่อไปอย่างนั้นเป็นข้อเสียเปรียบถาวรไปตลอด ตั้งแต่ก่อนเข้าศูนย์เด็กเล็กและอนุบาล ชั้นประถม ชั้นมัธยม และอุดมศึกษาหากว่าได้เรียนจนถึงขั้นนี้ และจะดำเนินไปตลอดชีวิต

กองทุน กยศ. หรืออื่นๆ ที่จัดมาช่วยแก้ปัญหาอย่างที่ทำอยู่ มันสายเกินไป

พ่อแม่ผู้ปกครอง เป็นผู้ผลักดัน “agents” หมายเลข 1 ในการปฏิรูปการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด การช่วยสร้างโอกาสทางการศึกษา เพื่อเป้าหมายต่อสู้ความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำ ต้องเริ่มแต่เนิ่นๆ เร็วที่สุดตั้งแต่ภายในสี่สัปดาห์แรกในท้องแม่ยิ่งดี ถ้าทำได้ เพราะเซลล์สมองเริ่มสร้างแล้ว ปัจจัยความเครียดของแม่ โดยเฉพาะแม่ในสถานการณ์ยากจน ส่งผลโดยตรงถึงโครงสร้างสมองในส่วนที่ควบคุมความเครียดของทั้งแม่และเด็กในท้อง สูตรเดิมๆ ที่เราเคยเฝ้าระวัง เช่น อาหาร แอลกอฮอล์ บุหรี่ แค่นี้ไม่เพียงพอแล้ว ซึ่งอันที่จริง การแพทย์สมัยใหม่ ก็ยอมรับแล้วว่าความเครียดเป็นสาเหตุก่อได้ทุกโรค จึงมีการฝึกสติลดความเครียดเพื่อต่อสู้กับโรค วงการแพทย์เรียก MBSR (Mindfulness- based stress reduction)

จากผลการทดลองติดตามเฝ้าดูงานวิจัยค้นคว้า*เรื่องเด็กอยู่ในท้องแม่มีความเครียด พบว่าสมองมีพัฒนาการไม่ดี ส่งผลถึงพื้นฐานอารมณ์และการเรียนรู้ การสร้างการใช้ทักษะต่างๆ ไปตลอดชีวิต

แทนที่จะใช้ความคิดใช้เหตุใช้ผล กลายเป็นว่า สมองส่วนนี้ มีความบกพร่อง จึงปล่อยให้สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์แซงขึ้นหน้า สั่งงานแบบง่ายๆ สั้นๆ เช่น แทนที่จะตั้งสติ คิดหาช่องทางออกหลายๆ ทางเวลามีปัญหา สมองส่วนควบคุมอารมณ์จะสั่งงานง่ายๆ เร็วๆ เพียงสองประตูแบบเดียวกับปฏิกิริยาของสัตว์ที่มีเพียงว่า จะอยู่หรือจะวิ่งหนีไปออกจากสถานการณ์นั้น

ในเด็กที่ได้รับความเครียดมาตั้งแต่ท้องแม่ซึ่งแพทย์สามารถพบสารความเครียดที่เรียกว่า คอร์ติโซล (cortisol) ในน้ำลายทารก นั้น เมื่อสะสมมาเรื่อยๆ เด็กจะประสาทไวต่อความรู้สึกกลัวความรู้สึกไม่มั่นคง มากขึ้นจนเข้าห้องเรียนก็ตั้งสมาธิไม่ได้ มีเรื่องอะไรนิดเดียวก็ควบคุมตัวไม่ได้ จนอาจถึงขั้น "ก้าวร้าว" จัดการลงมือผู้อื่นเสียก่อนที่จะมีเรื่องร้ายแรงอะไร

ดร. ชอนคอฟฟ์ ผู้ก่อตั้งองค์กรพัฒนาเด็ก ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ผู้ติดตามค้นคว้าเรื่องนี้มานานเรียกความเครียดชนิดนี้ว่า “ความเครียดที่เป็นพิษ” (toxic stress) แล้วก็มีคนนำไปคิดต่อว่าจะแก้กันอย่างไร โดยเฉพาะในสถานการณ์ยากจนที่แม่มีแต่ความเครียดตีนถีบปากกัด

นาย เดวิด โอลด์ส เคยทำงานพัฒนาเด็กอายุตั้งแต่ ๔ ขวบ เกิดความคิดใหม่ว่า ต้องเริ่มแทรกแซงพัฒนาการเด็กเนิ่นๆ ก่อนนั้น เนิ่นๆ ถึงขนาดตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เกิดเป็นกิจกรรมงานร่วมมือกันที่มีชื่อเรียกต่อมาว่า Nurse-Family Partnership (การร่วมมือกันระหว่างนางพยาบาลและครอบครัว) มีการส่งพยาบาล เจ้าหน้าที่ ทางการแพทย์ไปเยี่ยมถึงบ้านครอบครัวรายได้ต่ำ ครอบครัวด้อยโอกาส ตั้งแต่ในระหว่างแม่ตั้งครรภ์ ช่วยแม่งดแอลกอฮอล์และเลี่ยงลดการสูดกลิ่นบุหรี่ จัดให้ มีกิจกรรมต่างๆ แวะมาเยี่ยมเสมอเพื่อช่วยอุ้มทารก ให้ทารกได้รับการสัมผัสซึ่งมีรายงานการศึกษาทั้งในการเลี้ยงดูในลูกหนูที่แม่มีการเลียมีการสัมผัสและในลูกมนุษย์ พบว่า สัมผัสที่ลูกหนูตัวแดงๆ และเด็กทารกได้รับเพียงพอจากการอุ้มการกอด คือ ภูมิคุ้มกันขนานเอกต่อความเครียด

การแทรกแซงช่วยแก้ไขปรับปรุงสถานการณ์ความเครียดของแม่ และในระหว่างวัยทารกวัยเด็กเล็กของลูกเช่นนี้ ส่งผลอย่างมากกับโครงสร้างสมองและการใช้ประสาทต่างๆ ในการเรียนรู้ตั้งแต่เมื่อออกจากท้องแม่ ตลอดวัยทารกเด็กเล็กและวัยประถมต้นจนถึงชั้นมัธยมเลยทีเดียว เป็นวิถีหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจนได้อย่างชะงัดกว่าเดิม มีผลการศึกษาวิจัยแสดงผลสัมฤทธิ์ในหลายพื้นที่

สำหรับผู้สนใจปฏิรูปการศึกษาในแนวต่อสู้ความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำและช่วยแต่เนิ่นๆ นี้ ไม่ต้องรอจน ม. ๖ หรือ อุดมศึกษา ลองศึกษาและติดตามผลงานขององค์กรต่างๆ เช่น*

Nurse-Family Partnership ติดตามได้ที่ nursefamilypartnership.org

Reach Out and Read องค์กรช่วยเอาหนังสือตามไปแจกพร้อมกับเวลาที่หมอเด็กออกปฏิบัติการ พร้อมกับแนะวิธีอ่านหนังสือให้เด็กเล็กฟังก่อนนอน พบว่าพ่อแม่อ่านหนังสือให้เด็กฟังมากขึ้น เด็กจะมีวงศัพท์มากขึ้น ติดตามได้ที่ reachoutandread.org

Springboard Collaborative องค์กร จัดโปรแกรมช่วงปิดเทอมสำหรับเด็กมาจากครอบครัวด้อยโอกาส เพื่อรักษาความสามารถอ่านออกเขียนได้ไม่ให้ตกต่ำลงไปในช่วงปิดเทอม รับบริจาคสปอนเซอร์ต่อหัว โปรแกรมละ 350 ดอลลาร์ ติดตามได้ที่ springboardcollaborative.org

Save the Children องค์กรจัดให้เจ้าหน้าที่ไปเยี่ยมถึงบ้าน ช่วยคัดเลือกดูว่าพัฒนาการเด็กแต่ละคนไปถึงไหน และจัดกิจกรรมเรียนรู้ทักษะภาษา (literacy program) สำหรับเด็กเล็ก สปอนเซอร์ต่อหัวเดือนละ 28 ดอลลาร์*

อสม. ของเราที่ทำงานได้ผลดีมีอยู่แล้วในกระทรวงสาธารณสุข ถ้าได้รับการอบรมเรื่องต่างๆ ข้างต้นนี้แล้ว มีบทบาทได้แน่นอน ปฏิรูปการศึกษางวดนี้ต้องอาศัยแผนใหญ่ปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นองค์รวมทุกกระทรวงและภาคประชาชน อย่าอยู่ในวังวนการผูกขาดความคิดและงบประมาณในเงื้อมมือกระทรวงศึกษาธิการเจ้าเดียว.

(*ดูเพิ่มเติม To fight poverty, give help early ใน International New York Times ,September 13-14,2014.)