ล่าสุด ได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นวิทยากรและ moderator ในงานเสวนา EU-Thai Executive Discussion Forum
ในหัวข้อ Thailand : Moving Forward ที่จัดโดยสมาคมการค้าไทย-ยุโรป (Thai-Europe Business Association หรือ TEBA) เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2557 ที่ Brussels Press Club ณ กรุงบรัสเซลส์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหารงานของสหภาพยุโรปหรืออียู
งานเสวนาในหัวข้อ Thailand : Moving Forward ครั้งนี้ เป็นการนำกลุ่ม CEOs นักธุรกิจและนักลงทุนยุโรปที่ลงทุนและทำธุรกิจอยู่กับประเทศไทย มาเสวนาและแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับประสบการณ์การดำเนินธุรกิจการค้าและการลงทุนในประเทศไทย ให้ภาคธุรกิจในยุโรปรวมทั้งผู้กำหนดนโยบายของอียู และสื่อมวลชนได้รับฟังเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและการเมืองไทยที่มีแนวโน้มมั่นคงและสดใสขึ้น
ที่สำคัญเน้นการหารือเกี่ยวกับข้อเสนอของภาคธุรกิจไทยและยุโรปสำหรับเดินหน้าการค้าและการลงทุนระหว่างภูมิภาค และ “โอกาส” การค้าและการลงทุนในสาขาที่จะเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของภาคธุรกิจสองภูมิภาค โดยเฉพาะการใช้โอกาสจากการบูรณาการด้านเศรษฐกิจของอาเซียน ผ่านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ ASEAN Economic Community (AEC) ที่จะเปิดตัวในปี 2558 นี้ ซึ่งคาดว่าจะยิ่งทำให้ประเทศไทยดึงดูดนักธุรกิจและนักลงทุนจากยุโรปได้มากขึ้นในฐานะศูนย์กลางการค้าและการลงทุนในภูมิภาค
ในสายตานักธุรกิจและนักลงทุนยุโรปแล้วไทยมีศักยภาพมากในการเป็นจุดยุทธศาสตร์เพื่อการเข้าสู่ตลาดเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งจีน และภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมหลักที่ไทยมีศักยภาพในการพัฒนาการเป็นศูนย์กลางสำหรับตลาดอาเซียน โดยเน้นการสร้างความเชื่อมต่อบทบาทของอุตสาหกรรมไทยทั้งอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และบทบาทการเป็นซัพพลายเออร์ไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ซึ่งใช้อาเซียนเป็นฐานการผลิต อันเป็นผลประโยชน์ร่วมระหว่างภาคธุรกิจและยุโรปนั้น อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ การบินและอากาศยานโลจิสติกส์ เภสัชกรรม และ Healthcare เป็นต้น
นายเสกสรรค์ ไตรอุโฆษ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มสยามมิชลิน บริษัทผลิตยางยนต์และผลิตภัณฑ์ที่มาจากยางพาราอื่นๆ ถือเป็นกลุ่มนักลงทุนฝรั่งเศสรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยโดยใช้ประเทศไทยเป็น Regional Head Office และเป็นศูนย์กลางด้าน R&D และการฝึกอบรม สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยนายเสกสรรค์ ให้ความมั่นใจว่าประเทศไทยมีปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดีและมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดา อัตราการจ้างงานและค่าจ้าง ระดับ private consumption และบทบาทของไทยที่สนับสนุนการส่งออก และที่สำคัญ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ Board of Investment (BOI) เอื้อและต้อนรับนักลงทุนต่างชาติมาก อย่างไรก็ดี ยังมีบางประเด็นที่ไทยยังต้องพัฒนาหากจะก้าวเป็นผู้นำอาเซียนเต็มตัว อาทิ การพัฒนาโครงสร้างการศึกษาและความสามารถด้านภาษา (อังกฤษ) ของแรงงานไทยและการอำนวยความสะดวกเรื่องวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน เป็นต้น
นายแพทย์ ทวิราป ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ บริษัท แกล็กโซสมิทไคลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้นำด้านเภสัชกรรมและHealthcare ระดับโลกที่ทำธุรกิจอยู่ในประเทศไทยกล่าวเน้น “โอกาสทอง” ของไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตในธุรกิจ Healthcare ที่มีศักยภาพในการขยายตัวอีกมากทั้งในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียนที่มีประชากรกว่า 600 ล้านคน เนื่องจากการมีประชาการที่เพิ่มจำนวนขึ้นก็หมายถึงความต้องการด้านสาธารณสุข ยารักษาโรค และการดูแลสุขภาพที่มากขึ้นตามมาไปด้วย
นายแพทย์ ทวิราป เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเป็นศูนย์กลางด้าน Clinical trial ในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีโรงพยาบาล ศูนย์การวิจัยและทดสอบและบุคคลกรด้านการแพทย์ชั้นนำ อย่างไรก็ดี ไทยควรต้องมีการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และการกำหนดกรอบการดำเนินธุรกิจสำหรับธุรกิจสาขานี้ที่เปิดกว้างและเอื้ออำนวยซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิต การพัฒนานวัตกรรม และราคาของสินค้าที่ต่ำลงเป็นประโยชน์สำหรับผู้บริโภค ทั้งนี้ การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจไทยและยุโรปในรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ อาทิ การทำ Joint-venture และการสิทธิบัตรยาร่วมระหว่างสองฝ่ายเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพไทยในสาขาดังกล่าว
นาย Ulrich Kaiser ประธาน TEBA พูดถึงโอกาสของไทยในอุตสาหกรรมภาคยานยนต์ว่ายังขยายตัวได้อีกมาก อาทิ การประกาศเกี่ยวกับลงทุนล่าสุดของบริษัท Volkswagen กว่า 1 พันล้านยูโร (หรือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท) ในการเปิดโรงงานในประเทศไทยภายใต้โครงการ Eco-car ซึ่งจะผลิตรถยนต์ประหยัดน้ำมันจำหน่ายและส่งออกจะนำโอกาสทางธุรกิจมาสู่กลุ่มซัพพลายเออร์ไทยในธุรกิจยานยนต์อีกมหาศาล
นาย Dirk Lannoo ซึ่งเป็น Vice President บริษัท Katoen Natie ก็เห็นศักยภาพที่สูงของไทยในการลงทุนในสาขาโลจิสติกส์ เพื่ออำนวยความสะดวกและให้บริการสำหรับอุตสาหกรรมหลักๆ ของยุโรปที่ดำเนินการและตั้งฐานการผลิตและส่งออกอยู่ในประเทศไทย บริษัท Katoen Natie เป็นโลจิสติกส์ชั้นแนวหน้าของเบลเยียม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Board of Investment (BOI) และมีการลงทุนอยู่ในประเทศไทยแล้วกว่า 5 พันล้านบาทบริเวณนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ดและมาบตาพุด มั่นใจว่าไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมและศักยภาพมากสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ โดยบริษัท Katoen Natie ได้ส่งผ่านเทคโนโลยีและความชำนาญการด้านโลจิสติกส์มาสู่ประเทศไทยแล้วอย่างมากมาย
นาย Mike de Cock CEO บริษัท DCN ของเบลเยียม ผู้แทนภาคธุรกิจ SMEs ก็มองเป็นศักยภาพในการทำธุรกิจกับไทยว่าสดใสแน่ โดยบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจด้าน IT สำหรับโทรศัพท์มือถือและการเชื่อมโยงด้าน IT ในธุรกิจการค้าปลีก ได้เริ่มเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยและดำเนินธุรกิจอยู่กับกลุ่ม Central Group ซึ่งเป็นผู้ค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ แสดงความเชื่อมั่นว่าประเทศไทยกำลังเดินหน้าไปในทิศทางที่ดี หลังจากความวุ่นวายทางการเมืองที่ทำให้ไทยต้องหยุดชะงักไปสักระยะและเห็นว่าไทยมีศักยภาพและเปิดกว้างมากสำหรับการปรับตัวรับเทคโนโลยีใหม่ๆ และโอกาสทางธุรกิจใหม่ในการร่วมทุนกับภาคธุรกิจยุโรป
เมื่อเห็นนักธุรกิจและนักลงทุนต่างชาติมองเห็นศักยภาพและอนาคตที่สดใสของประเทศไทยว่า Thailand : Moving Forward ก็ยินดี สำหรับประเทศไทย เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนจากต่างประเทศมีส่วนสำคัญในการผลักดันการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างงานอันนำไปสู่ความสมบูรณ์พูนสุขของคนไทยและประเทศไทย ที่สำคัญ ไทยคงต้องทำการบ้านมากหน่อยเพื่อให้การ Moving Forward
ในช่วงเวลาแห่งการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและการเมืองนี้ จึงเป็นเวลาที่เหมาะที่ไทยจะเร่งเดินหน้าการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การแก้ไขกรอบกฎหมายและกฎระเบียบให้เปิดกว้างและเอื้ออำนวยแก่นักลงทุนต่างชาติมากขึ้น และที่สำคัญการสร้างความโปร่งใส เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และการลดและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงๆ พร้อมๆ ไป กับการพัฒนาระดับการศึกษาของเยาวชนและแรงงานไทยให้แข่งขันได้ในเวทีระหว่างประเทศปัจจัย ความมุ่งมั่น และแผนการดำเนินการของไทยในการสร้างบรรยากาศที่ Business Friendly ในลักษณะนี้ จะช่วยยกระดับความมั่นใจของนักลงทุนและธุรกิจต่างชาติกับการลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมและธุรกิจหลักที่จะเป็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทยและยุโรป
การเดินหน้าการเจรจาเขตการค้าเสรีระหว่างไทยและสหภาพยุโรป จะเป็นกุญแจสำคัญในการผลักดันและส่งเสริมโอกาสการค้าและการลงทุนระหว่างสองภูมิภาค ในขณะเดียวกันการมีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 จะยิ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะดึงดูดนักธุรกิจและนักลงทุนยุโรปได้มากขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจยุโรปไม่ได้มองโอกาสธุรกิจที่จำกัดอยู่ในประเทศไทยเท่านั้น แต่มองประเทศไทยเป็นศูนย์ยุทธศาสตร์การลงทุนหรือการผลิตเพื่อขยายตลาดและส่งออกไปยังภูมิภาคเอเชีย
วันนี้ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะเดินหน้าต่อไป ที่สำคัญ ต้องเดินหน้าไปในทิศทางที่เปิดกว้างและเป็นมิตรกับภาคธุรกิจและนักลงทุนจากต่างชาติ ซึ่งยอมรับว่ารัฐบาลปัจจุบันก็ได้ส่งสัญญาณเชิงบวกไปในทิศทางดังกล่าวอย่างน่าชื่นชม
-----------------------
ดร. อาจารี ถาวรมาศ เป็นผู้บริหารบริษัท Access-Europe บริษัทที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์และนโยบายเกี่ยวกับสหภาพยุโรปสำหรับภาครัฐและเอกชนไทยที่สนใจเปิดตลาดยุโรป www.access-europe.euหรือติดตามได้ที่ www.facebook.com/AccessEuropeCoLtd






