วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

การคุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย

เมื่อหลายเดือนก่อนมีข่าวเล็ก ๆ ในหนังสือพิมพ์หลายฉบับว่ามีการพบ “ตั๋วรถเมล์อยู่ในการ์เร็ตป๊อปคอร์น”

ซึ่งหากผู้บริโภครับประทานเข้าไปก็อาจจะมีอันตรายต่อสุขภาพได้ หรือจากข่าวที่พบบ่อย ๆ เกี่ยวกับรถยนต์ที่มีปัญหาจากอุปกรณ์ต่าง ๆ หรือจากกระบวนการผลิตซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ขับขี่ จนทำให้ต้องมีการเรียกคืนรถยนต์ที่จำหน่ายแล้วจำนวนมากก็มี

จากตัวอย่างข้างต้น ท่านผู้อ่านจะพบว่าสินค้าที่เราอุปโภคบริโภคในปัจจุบันไม่ว่าจะผลิตภายในประเทศหรือนำเข้า มีกระบวนการผลิตที่ใช้ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสูงขึ้นเป็นลำดับ การที่ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ จะตรวจพบว่าสินค้าไม่ปลอดภัยกระทำได้ยาก และเมื่อเรานำสินค้าที่ไม่ปลอดภัยไปใช้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย สุขภาพอนามัย จิตใจ หรือทรัพย์สินของผู้บริโภคหรือบุคคลอื่นได้ ด้วยเหตุนี้ ในหลาย ๆ ประเทศจึงมีการตรากฎหมายเฉพาะเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถฟ้องผู้ผลิตสินค้าที่ไม่ปลอดภัยนั้นได้โดยตรง และสร้างระบบการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานเทคโนโลยีของผู้ผลิต ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยก็มีกฎหมายลักษณะดังกล่าวเช่นกัน ได้แก่ พระราชบัญญัติความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย พ.ศ. 2551 (พ.ร.บ.ความรับผิดฯ)

ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดฯ กำหนดให้ผู้ประกอบการทุกคนต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้เสียหายในความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย และสินค้านั้นได้มีการขายให้แก่ผู้บริโภคแล้ว ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบการหรือไม่ก็ตาม ซึ่งการที่กฎหมายบัญญัติไว้ดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างมาก เนื่องจากด้วยความซับซ้อนของกระบวนการผลิต ผู้บริโภคไม่มีโอกาสหรือมีโอกาสน้อยมากที่จะทราบว่าสินค้าที่ตนเองใช้นั้นมีความไม่ปลอดภัยอย่างไร จากเหตุผลใด

ส่วนคำว่า “สินค้า” ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดฯ นั้น หมายความว่า สังหาริมทรัพย์ทุกชนิดที่ผลิตหรือนำเข้าเพื่อขาย รวมทั้งผลิตผลเกษตรกรรมยกเว้นผลิตผลเกษตรกรรมของเกษตรกรที่มีแหล่งกำเนิดในประเทศไทย และให้หมายความรวมถึงกระแสไฟฟ้าอีกด้วย ดังนั้น กฎหมายฉบับนี้จึงไม่ครอบคลุมถึงสินค้าที่เป็น “อสังหาริมทรัพย์” เช่น บ้านจัดสรร ท่านผู้อ่านจึงไม่สามารถอ้างได้นะครับว่าบ้านเป็นสินค้าที่ไม่ปลอดภัยตามกฎหมายฉบับนี้

กฎหมายนี้ยังจัดจำแนกสินค้าที่ไม่ปลอดภัยออกเป็น 3 ลักษณะ กล่าวคือ

1) สินค้าที่ไม่ปลอดภัยอันเนื่องมาจากการผลิต ตัวอย่างเช่น กรณีของตั๋วรถเมล์ในการ์เร็ตป๊อปคอร์น ที่เรียกว่าไม่ปลอดภัยอันเนื่องมาจากการผลิตเพราะผู้ผลิตเขาไม่ได้อยากผลิตออกมาแบบนี้ครับ แต่มันมีความผิดพลาดบางประการในกระบวนการผลิต หรือกรณีอื่น ๆ ที่พบสารปนเปื้อนในอาหารก็เช่นกัน ส่วนใหญ่ผู้ผลิตไม่ได้อยากให้มีสิ่งปนเปื้อนเหล่านั้นครับ เช่นในอังกฤษเคยมีกรณีพบซากหอยทากในเครื่องดื่มมาแล้ว เป็นต้น

2) สินค้าที่ไม่ปลอดภัยอันเนื่องมาจากการออกแบบ ตัวอย่างเช่น ความบกพร่องในการผลิตรถยนต์ เพราะตอนออกแบบมาก็ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น แต่มาพบภายหลังว่าเทคโนโลยีที่ใช้นั้นไม่ปลอดภัย อาทิ ระบบถุงลมนิรภัยอาจไม่ทำงานหากใช้ความเร็วที่ 120 ก.ม./ช.ม. แบบนี้ก็ต้องเรียกคืนครับ เพราะถ้าถูกฟ้องอาจถึงขั้นล้มละลายได้ (ในกรณีของประเทศสหรัฐอเมริกา)

3) สินค้าที่ไม่ปลอดภัยอันเนื่องมาจากไม่ได้กำหนดวิธีใช้ วิธีเก็บรักษา คำเตือน หรือข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าที่เหมาะสม

นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ความรับผิดฯ ยังได้ให้ “เครื่องมือสำคัญ” แก่ผู้บริโภคในการเรียกค่าเสียหายอย่างเป็นธรรมมากขึ้นนอกจากที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนี้

(1) ค่าเสียหายสำหรับความเสียหายต่อจิตใจ อันเป็นผลเนื่องมาจากความเสียหายต่อร่างกาย สุขภาพ หรืออนามัย และ

(2) ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการลงโทษเพิ่มขึ้นจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริงที่อีกไม่เกิน 2 เท่าของค่าสินไหมทดแทนที่แท้จริง กล่าวง่าย ๆ ก็คือได้เบิ้ลสองเท่าครับ เอาไว้ขู่ให้ผู้ผลิตกลัวความรับผิดและต้องใช้ความระมัดระวังและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการผลิตสินค้า

โดยกฎหมายกำหนดว่า “ผู้ประกอบการ” หมายความว่า

1) ผู้ผลิต หรือผู้ว่าจ้างให้ผลิต

2) ผู้นำเข้า

3) ผู้ขายสินค้าที่ไม่สามารถระบุตัวผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือผู้นำเข้าได้

4) ผู้ซึ่งใช้ชื่อ ชื่อทางการค้า เครื่องหมายการค้า เครื่องหมาย ข้อความหรือแสดงด้วยวิธีใด ๆ อันมีลักษณะที่จะทำให้เกิดความเข้าใจได้ว่าเป็นผู้ผลิต ผู้ว่าจ้างให้ผลิต หรือผู้นำเข้า

จะเห็นได้ว่า พ.ร.บ.ความรับผิดฯ นี้มีหลักการ คือ เอาไว้ใช้ฟ้องผู้ผลิตสินค้า เพราะถ้ารู้ตัวผู้ผลิต ผู้ขายก็ไม่ต้องรับผิด ดังนั้น ถ้ามีความเสียหายจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัย เราจึงสามารถฟ้องผู้ผลิตได้โดยตรง ตัวอย่างเช่น

นาย ก ขับรถชนต้นไม้ได้รับบาดเจ็บสาหัส สาเหตุเนื่องจากระบบห้ามล้อรถยนต์ไม่ทำงาน เพราะออกแบบมาบกพร่อง กรณีนี้นาย ก ฟ้องบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ได้โดยตรงครับตาม พ.ร.บ.ความรับผิดฯ อันเป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดให้ผู้ประกอบการทุกคนต้องร่วมกันรับผิดต่อผู้เสียหายในความเสียหายที่เกิดจากสินค้าที่ไม่ปลอดภัยและสินค้านั้นได้มีการขายให้แก่ผู้บริโภคแล้ว ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อของผู้ประกอบการหรือไม่ก็ตาม

พ.ร.บ.ความรับผิดฯ นี้เมื่อใช้ประกอบกับพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ที่กำหนดระบบวิธีพิจารณาคดีที่เอื้อต่อการใช้สิทธิเรียกร้องของผู้บริโภค เพื่อให้ผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหายได้รับการแก้ไขเยียวยาด้วยความรวดเร็ว ประหยัด และมีประสิทธิภาพ จึงถือได้ว่าเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างมากในการคุ้มครองผู้บริโภคจากอันตรายของสินค้าที่ไม่ปลอดภัยครับ