ทุกวันนี้ เราพูดกันมากถึงเรื่องการปฏิรูปในด้านต่างๆ แน่นอนว่า ต้องรวมถึง ปฏิรูปการศึกษา
ปกติ เราควรกล่าวถึงขอบเขต หรือทำความเข้าใจกันเสียก่อนว่า ปฏิรูปคืออะไร และการศึกษาคืออะไร
ในที่นี้ ข้อเขียนนี้ไม่ประสงค์จะกล่าวถึงเรื่องดังกล่าว แต่อยากจะชวนกันคิดว่า บุคคลตามหัวเรื่องมีความเกี่ยวโยงกับการปฏิรูป และการศึกษาอย่างไร
มหาเถระในที่นี้ หมายถึง มหาเงื่อม อินทปัญโญ หรือที่รู้จักกันในนาม พุทธทาสภิกขุ
มหาเศรษฐีในที่นี้ เป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก เจริญ สิริวัฒนภักดี
คนหนึ่งไปทางธรรม และอีกคนหนึ่งไปทางโลก
แต่ทั้งสองคนนี้ มีความเหมือนกันในสิ่งที่ข้อเขียนนี้เชื่อ สาม ประการเป็นอย่างน้อย
ข้อแรก คือ การเรียนรู้ ทั้งสองคนนี้ได้รับการศึกษาที่เป็นทางการไม่มากนัก มหาเงื่อม เรียนได้เพียง มัธยมสอง ในขณะที่มหาเศรษฐีเจริญเรียนได้เพียงประถมสี่ แต่สิ่งที่สองคนนี้มีเหมือนกัน คือ การเรียนรู้
มหาเงื่อมสนใจในทางธรรม ศึกษา เรียนรู้ด้วยตนเองด้วยความพากเพียร จากจดหมายของมหาเงื่อมที่เขียนไปถึงกรุณา กุศลาศัย น้องชายในธรรม เมื่อปี 2481 บอกว่า มีหนังสือในห้องสมุดสวนโมกข์ประมาณพันเล่มเศษ ได้เรียนรู้ด้านภาษาบาลีและสอบได้เปรียญประโยค 3 ความข้อนี้ยังไม่สำคัญเท่ากับได้ศึกษาถึงแก่นแท้แห่งพระพุทธศาสนา และมีความกล้าหาญประกาศธรรมด้วยความมุ่งมั่น จนถึงนาทีสุดท้ายแห่งชีวิต อนึ่ง ภาษาไทยของมหาเงื่อมนับว่าดีมาก จนกรุณา กุศลาศัย กล่าวไว้ในปาฐกถาเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2541 ว่า สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ยังบอกว่า ภาษาไทยของมหาเงื่อมดีมาก เพราะเขียนได้เพราะเหลือเกิน
ในขณะที่มหาเศรษฐีเจริญ ได้เรียนรู้ทางโลก การดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยการค้าขาย มองหาลู่ทางทำมาหากินจนเจริญก้าวหน้าสมชื่อ โดยไม่ต้องอาศัยปริญญา
ประเด็นสำคัญของข้อเขียนนี้ มิได้ปฏิเสธการศึกษาอย่างเป็นทางการ แต่ต้องการชี้ชวนให้คิดว่า การเรียนรู้ ต่างหาก ที่เป็นความสำคัญไม่ยิ่งและหย่อนไปกว่าการศึกษาที่เป็นทางการเลย จริงอยู่ที่ต้องมีคนเถียงเป็นอันมากว่า โลกในสมัยนั้นกับสมัยนี้ต่างกันมาก แต่ขอให้พิจารณาให้ดีด้วยความเป็นธรรมว่า ข้อที่ว่านี้ เป็นข้อแก้ตัวประการหนึ่งหรือไม่
ข้อที่สอง คือ ความพากเพียร ทั้งสองคนนี้ต้องมีความมานะ พยายาม และความมีวินัยในตัวเองเป็นอย่างสูงยิ่ง เพราะตนต้องคอยดูแลตนให้ปฏิบัติไปตามความมุ่งมั่นของตัวเอง และด้วยความสม่ำเสมอ เฝ้ามองดูความสำเร็จด้วยความอดทน มุมานะ และไม่ท้อถอย เมื่อครั้งมหาเงื่อมปาฐกถาพิเศษเรื่อง ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2491 นั้น ได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่วทุกวงการ มหาเงื่อมต้องใช้เวลาอีกนานกว่าพุทธศาสนิกชนจะเข้าใจความคิดของตน ส่วนมหาเศรษฐีเจริญ ก็มีความพากเพียรไม่น้อยหน้าไปกว่ากัน ในการเฝ้าระวังสร้างอาณาจักรธุรกิจด้วยความมุมานะ จนมีธุรกิจที่แตกแขนงไปในหลายสาขา และสร้างงานให้แก่สังคมเป็นจำนวนไม่น้อย จนมีความมั่งคั่งนับกันไม่หวาดไม่ไหว
ข้อที่สาม คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน ในเบื้องต้น คนจำนวนหนึ่งอาจเข้าใจว่า มหาเงื่อมมีวาจาเข้มข้น ไม่สุภาพเรียบร้อย ในการแสดงธรรมเทศนา หรือปาฐกถา เนื่องจากส่วนหนึ่งอาจใช้ถ้อยคำที่ตรงไปตรงมา และกระทบใจใครต่อใครเป็นจำนวนมาก แต่แท้ที่จริงแล้ว ผู้ที่ได้ศึกษางานของมหาเงื่อมจะพบว่า มหาเงื่อมระมัดระวังและมีความตรงไปตรงมา และซื่อตรงในการตีความพระพุทธศาสนาอย่างถึงแก่น โดยเห็นว่าบางครั้งอาจต้องใช้ถ้อยคำที่ภาษาสมัยใหม่เรียกว่า ฟันธง เพื่อให้ผู้คนตื่นจากความหลับใหล และให้สนใจในแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา ในส่วนมหาเศรษฐีเจริญ อาจเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นคนพูดน้อย เป็นคนที่ลงมือปฏิบัติอย่างเงียบๆ ผู้ที่ทราบประวัติความเป็นมาก็จะบอกได้ว่า เป็นผู้เจียมเนื้อเจียมตัว จะพูดจะจาอะไรก็ด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างสูง ทุกครั้งที่พูดจึงมีแต่เนื้อๆ เท่านั้น ความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นที่รู้สึกได้โดยแท้จริง
ถึงที่สุดแล้ว ทั้งสองคนได้ให้ความหมายของการปฏิรูป และการศึกษาโดยแท้จริงมานานแล้ว โดยอยู่ในรูปแบบของการปฏิบัติต่อตนเองด้วยความมีระเบียบวินัย ด้วยความมานะพยายามเป็นเลิศ และการศึกษาของคนทั้งสองคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต แม้คนทั้งสองจะอยู่ในทางธรรม และทางโลก คนละขั้ว แต่ก็มีลักษณะเหมือนกันอย่างน้อย สาม ประการ ตามที่ชวนคิดมาตั้งแต่ต้น มหาเงื่อมได้ละสังขารแล้ว ส่วนมหาเศรษฐีเจริญ เราจะสังเกตเห็นความผ่องใส ทั้งนี้ มิใช่ว่าจะเป็นเพราะความร่ำรวยที่จะบันดาลสิ่งใดๆ ตามที่ปรารถนา แต่น่าจะมาจากจิตใจที่ทำงานด้วยความสุขในทุกนาทีของชีวิตมากกว่า
เราท่านทั้งหลายจึงควรพิจารณาว่า ท่านมีแนวคิดเรื่องปฏิรูป และการศึกษาอย่างไรกันแน่ ท่านได้น้อมนำเอาลักษณะที่ดีอย่างน้อย สาม ประการ ของบุคคลทั้งสองนี้มาปฏิบัติเพียงใด






