ประเทศไทยอย่าไปแข่งขันในเรื่องของรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์เลย ไปใช้เรื่องมอเตอร์ดีกว่า เป็นเรื่องของรถไฟฟ้า
ด้วยวลีนี้ จุดประกายที่จะเริ่มพูดถึงรถยนต์ไฟฟ้า จึงขออนุญาตท่านผู้อ่านฝันถึงอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย แทรกคั่นกลางการนำเสนอแนวคิดการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจในบทความผ่านมา
การกลับมาเติบใหญ่ของรถยนต์ไฟฟ้า
การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าในโลกเริ่มต้นในศตวรรษที่ 18 (1830s) ก่อนการพัฒนารถยนต์ที่ใช้น้ำมันและก๊าซ แต่การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้ามีความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับรถยนต์ใช้น้ำมันและก๊าซ
ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าไฟฟ้าคือรูปแบบการใช้พลังงานในภาคขนส่งและโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด พลังงานไฟฟ้ามีประสิทธิภาพสูงกว่าพลังงานความร้อนจากการเผาไหม้น้ำมันและก๊าซโดยตรง
คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำมันและก๊าซมีที่อยู่ลดน้อยลงโดยตลอด ประเทศไทยมีแหล่งน้ำมันและก๊าซสามารถใช้งานได้อีกไม่กี่สิบปีขณะเดียวกันราคาน้ำมันและก๊าซจะสูงขึ้นเรื่อยๆ
รถยนต์ที่ใช้น้ำมันและก๊าซของภาคขนส่งคมนาคมเป็นต้นตอสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้โลกร้อน (Global Warming)
ขณะที่รถยนต์ใช้น้ำมันและก๊าซใช้เชื้อเพลิงจากน้ำมันและก๊าซเท่านั้น แต่การผลิตไฟฟ้าสามารถใช้เชื้อเพลิงที่หลากหลาย เช่น น้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน น้ำ ลม ก๊าซชีวภาพ ชีวมวล แสงอาทิตย์ ความร้อนใต้พิภพ เป็นต้น
มีผู้กล่าวว่าในปัจจุบันหากประเทศไทยจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันและก๊าซจะต้องใช้เวลาไม่น้อยกว่า 50 ปี ในการทุ่มเทสรรพกำลังอย่างต่อเนื่องเพื่อดำเนินการผลิตให้มีคุณภาพ และประสิทธิภาพทัดเทียมกับประเทศผู้ผลิตรถยนต์ที่ใช้น้ำมันและก๊าซ
ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์และเป็นผู้ประกอบรถยนต์ส่งออกรายใหญ่ของโลกชิ้นส่วนของรถยนต์ที่ประเทศไทยไม่สามารถผลิตได้เองในขณะนี้คือเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ยังคงเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับประเทศไทย
ในกรณีของรถยนต์ไฟฟ้า เครื่องต้นกำลัง (Prime Mover) ไม่ใช่เครื่องยนต์แต่เป็นมอเตอร์ เชื้อเพลิงไม่ใช่น้ำมันหรือก๊าซแต่เป็นพลังงานไฟฟ้าซึ่งเก็บไว้ในแบตเตอรี่มอเตอร์และแบตเตอรี่จึงเป็นชิ้นส่วนที่สำคัญของรถยนต์ไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์และน้ำมันหรือก๊าซ
หากประเทศไทยต้องการเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของโลก เราจะต้องมุ่งมั่นพัฒนามอเตอร์และแบตเตอรี่เราสามารถเป็นประเทศชั้นนำได้ภายในระยะเวลา 3-5 ปี ด้วยการประสานพลังจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แก่กลุ่มนักวิจัยพัฒนา กลุ่มนักลงทุน กลุ่มลูกค้าและผู้ใช้งาน
เริ่มต้นปักธงนำ
ภาพรวมในปัจจุบันถือว่าประเทศไทยเริ่มเข้าสู่อุตสาหกรรมผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ในขั้นตอนของการวิจัยและพัฒนาโดยหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนและประกอบยานยนต์ระดับโลก (Original Equipment Manufacturer) ให้กับบริษัทรถยนต์ระดับโลกมาเป็นเวลานาน
รัฐวิสาหกิจในกลุ่มพลังงานไฟฟ้าเป็นหน่วยงานภาครัฐที่ลงทุนวิจัยและพัฒนา โดยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) สนับสนุนการพัฒนารถโดยสารไฟฟ้าต้นแบบ หรือ “Ze-Bus” (Zero Emission Bus) เพื่อเสริมสร้างบทบาทPEA ในการเป็นผู้ให้บริการพลังงานไฟฟ้าในภาคขนส่งคมนาคมของประเทศ สอดคล้องกับแผนพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะของ PEA หรือ PEA Smart Grid
พร้อมกันนั้น PEA ได้พัฒนาสถานีบริการไฟฟ้า (Electric Vehicle Charging Station) เพื่อให้บริการพลังงานไฟฟ้าแก่รถยนต์ไฟฟ้า ปัจจุบันมีให้บริการอยู่ ณ สำนักงานใหญ่ของ PEA ถนนงามวงศ์วาน นอกจาก PEA แล้วการไฟฟ้านครหลวงซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในกลุ่มพลังงานไฟฟ้าอีกแห่งที่พัฒนาสถานีบริการไฟฟ้าด้วยเช่นกัน
ปัจจัยกำหนดความสำเร็จของการเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า คือทิศทางนโยบาย การลงทุน กฎระเบียบและการสนับสนุนของภาครัฐ ความพร้อมของทีมวิจัยและพัฒนามอเตอร์และแบตเตอรี่ และเงินทุน
การพัฒนาในระยะแรกต้องการเงินลงทุนจำนวนมาก เพื่อใช้ในการวิจัยและพัฒนา สร้างต้นแบบ และทดสอบผลิตภัณฑ์ที่จะเป็นธงนำ (Product Champion) ในการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า
แหล่งเงินทุนเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูงให้มาจากทั้งภาครัฐและเอกชน เงินลงทุนจากภาครัฐให้มาจากรัฐวิสาหกิจในกลุ่มพลังงานไฟฟ้าและกลุ่มขนส่ง เงินทุนเริ่มต้นของธุรกิจสร้างเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า โดยการวิจัย พัฒนา ผลิตรถต้นแบบ และพัฒนาต้นแบบการบริการที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ไฟฟ้านี้สามารถระดมทุนระดับหมื่นล้านบาทได้ทันทีจากรัฐวิสาหกิจสองกลุ่มนี้ ซึ่งมีภารกิจงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงและมีความสนใจที่จะดำเนินการอยู่แล้ว
การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนต้องมีความโปร่งใส กำหนดกติกาสัดส่วนทุน สิทธิการบริหารจัดการ บทบาทหน้าที่ และการแบ่งผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนทั่วถึงเท่าเทียม และเที่ยงธรรม
นอกจากการกำหนดให้การพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าให้เป็นยุทธศาสตร์ของชาติ ระดมทุนและสรรพกำลังในการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าจนได้ต้นแบบรถยนต์ไฟฟ้าและการบริการแล้ว จะต้องสนับสนุนให้การดำเนินการมีต้นทุนต่ำด้วยการกำหนดมาตรการทางภาษีสำหรับงานยุทธศาสตร์นี้ให้ชัดเจนทั้งระดับภาษีว่ากี่เปอร์เซ็นต์และระยะเวลาที่มาตรการทางภาษีมีผลกี่ปี
สิ่งที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งก็คือ ต้องสร้างกลุ่มผู้ใช้ ในระยะแรกจะต้องส่งเสริมให้การใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานภาครัฐต้องใช้รถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทยที่พัฒนาขึ้น โดยการกำหนดสัดส่วนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตขึ้นในหน่วยงานภาครัฐ
เมื่อมีฐานลูกค้าที่ชัดเจน การลงทุนก็จะคุ้มค่าในไม่นาน และใช้ลูกค้ากลุ่มนี้เป็นสิ่งยืนยันจริงที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้น ก่อนที่จะขยายออกไปยังลูกค้ากลุ่มอื่นภายในประเทศ และในที่สุดขยายกลุ่มลูกค้าออกไปต่างประเทศ
งานปฏิรูปเร่งด่วนที่ “ทีมงานยุทธศาสตร์ของรัฐบาล” ทำทันที
๐ ประการแรกคือ “กำหนดให้การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเป็นยุทธศาสตร์ของชาติ” เป็นยุทธศาสตร์ที่จะสร้างความเจริญและความมั่นคงด้านการขนส่ง พลังงาน และสิ่งแวดล้อม
๐ ประการต่อมาคือ “ระดมทรัพยากร ทั้ง คนและเงิน จากรัฐวิสาหกิจ สถาบันวิจัยและพัฒนา และภาคเอกชนไทย เพื่อสร้างทีมไทยแลนด์” ทีมไทยแลนด์ที่ไม่เพียงจะสร้างความมั่งคั่งภายในประเทศเท่านั้น แต่จะสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยในอนาคตอีกด้วย
โอกาสอันยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์โลกที่ประเทศไทยของเราจะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของโลกมาถึงแล้วครับ ศักยภาพของทีมไทยแลนด์พร้อมที่จะดำเนินการในทางปฏิบัติแล้วครับ ท่านผู้นำครับ!กำหนดทิศทางวิสัยทัศน์และมอบนโยบายมาเลยครับ
------------
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ผูกพัน และไม่ใช่ในนามของพนักงาน PEA






