ลดประสาทเสียในการทำงาน

ลดประสาทเสียในการทำงาน

เราพูดล้อเล่นที่ดูคล้ายความจริงกันในหมู่คนที่ต้องทำหน้าที่บริหารว่า รางวัลที่ได้ตามมาจากการทำงานบริหาร

คือ ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ บางทีก็รวมไปถึงอีกสารพัดโรคที่ตามมาจากความเครียด แม้จะไม่มีสถิติที่ชัดเจน แต่ถ้าลองดูสังขารของคนที่ทำหน้าที่บริหารมานานๆ อาจจะสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ชัดบ้าง ไม่ชัดบ้างว่าหน้าตาย่ำแย่กว่าก่อนที่จะทำหน้าที่ที่ต้องแบกรับสารพัดความเครียดแค่ไหน จะมียกเว้นบ้างก็สำหรับผู้บริหารบางท่านที่เก่งจริงๆ จนกระทั่งทุกอย่างรอบตัวท่านเป็นเรื่องง่ายไปหมด ยิ่งบริหารยิ่งผ่องใส ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนัก ส่วนใหญ่ใครรับภาระบริหารงานมากเท่าใด ก็แก่เร็วขึ้นเท่านั้น

มีการพูดติดตลกกันในยามที่ผู้บริหารมาบ่นกันว่างานยุ่ง งานยากจริงๆ จะมีบางคนบอกว่าเขาจ้างมาให้อยู่กับเรื่องยุ่งๆ ยากๆ ไม่ใช่จ้างมาให้อยู่สบายๆ โดยไม่ต้องทำอะไร เป็นลูกน้องอยู่เฉยๆ ได้ แต่เป็นลูกพี่อยู่เฉยๆ ไม่ได้ ความเครียดกับการบริหารจึงอยู่คู่กันกับคนธรรมดา ยกเว้นคนที่เชื่อว่าตนเองเกิดมาเป็นผู้บริหารจริงๆ ทำอะไรตัวเองไม่มีเครียด แต่คนรอบตัวเครียดจนประสาทเสียกันไปหลายคน คนที่เชื่อว่าตัวเองเกิดมาเพื่อเป็นนักบริหารนี่แหละที่การกระทำของพวกเขา สามารถใช้เป็นแนวทางให้คนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ สามารถอยู่กับหน้าที่บริหารได้โดยไม่ต้องรับรางวัลทางกายภาพที่บอกกล่าวกันมา หลังลงจากเก้าอี้อันทรงเกียรติ

คนที่เชื่อว่าตนเองเกิดมาเป็นผู้บริหาร มองปัญหาทุกอย่างที่พบว่ามาจากคนอื่น ด้วยเชื่อว่าตัวท่านมีความสมบูรณ์แบบ คิดถูกทำถูกทุกอย่าง ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงต้องมาจากคนอื่น ท่านจะไม่โทษตัวเองเลยสักเรื่อง ไม่โทษตนเอง จึงไม่กดดัน ไม่เครียด ดังนั้น เราสามารถประยุกต์หลักคิดนี้ได้ว่า เมื่อเผชิญหน้ากับปัญหา หรือความท้าทายใดๆ อย่าเร่งรีบสรุปว่าเป็นปัญหา หรือเป็นความท้าทายฝีมือการบริหารของท่าน อย่ากดดันตนเองว่าตัวเราอ่อนด้อยฝีมือจึงมีปัญหานี้เกิดขึ้น ดูชัดๆ ด้วยใจที่เป็นกลางก่อนว่าปัญหานั้น ความท้าทายนั้นมาจากที่ไหนกันแน่ ถ้ากำหนดกลยุทธ์แล้วถูกท้าทายด้วยการที่พนักงานเดินหน้าทำงานอย่างเปะปะ ไม่สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่กำหนดไว้ อย่าเพิ่งสรุปว่าเรากำหนดกลยุทธ์ไม่ดี หรือเราสื่อสารกลยุทธ์ไม่ดี

ในทางตรงข้ามก็อย่าด่วนสรุปว่าพนักงานใช้ไม่ได้ ให้วางใจให้เป็นกลางแล้วใช้ Cause - Effect Diagram เป็นเครื่องมือในการวิเคราะห์ต้นเหตุ ถ้าสรุปว่าตัวเราเป็นต้นเหตุ ก็ให้ถามไปในรายละเอียดทีละข้อว่าตรงไหนที่เป็นจุดอ่อนที่นำไปสู่ปัญหานั้น อย่าสรุปโดยรวมว่าเราเป็นต้นเหตุของปัญหา เพราะนอกจากจะไม่ได้หนทางแก้ปัญหาแล้ว ยังได้สารพัดความเครียดติดตัวไปตลอดเวลาอีกด้วย คนเครียดเพราะรู้สึกว่าตนเองอ่อนด้อย ไม่มีใครเครียดเพราะคิดว่าตนเองโดดเด่น คนสวยๆ เครียด ไม่ใช่เพราะคิดว่าสวยกว่าคนอื่น แต่เครียดเพราะคิดว่าคนอื่นจะเห็นว่ามีใครอีกคนที่สวยกว่าตากหาก กลัวว่าไม่สวยเท่าที่ทำให้เครียด ไม่ใช่เครียดเพราะสวยกว่า

คนที่เชื่อว่าตนเองเกิดมาเป็นผู้บริหาร เชื่อมั่นอย่างสูงกับความเชื่อดั้งเดิมของตนเอง ฉันเชื่อถูก ฉันคิดถูกเท่านั้น ดังนั้น ความเชื่ออื่น ความคิดอื่นจึงเป็นแค่เสียงนกเสียงจิ้งหรีด ที่ได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง การถกเถียงจึงไม่ค่อยเกิดขึ้น เพราะท่านไม่ได้ฟัง กลายเป็นคนเสนอความคิดตามความเชื่อที่แตกต่างนั้นต่างหากที่จะงงเองว่าตนเองพูดอย่างหนึ่ง ทำไมผู้บริหารฟังไปอีกอย่างหนึ่ง ส่งกลับความเครียดมาที่คนที่คิดต่างเชื่อต่าง คนธรรมดาคิดว่าเรื่องนั้นเรื่องนี้เป็นความท้าทายต่อหน้าที่การงานหากมีอะไรสักอย่างหนึ่งมากระทบกับความเชื่อดั้งเดิมของตนเอง คนธรรมดามองความคิดที่แตกต่างว่าเป็นปัญหา ใครมาท้าทายว่าสิ่งที่ฉันเชื่อว่าไม่ถูกต้องเมื่อใด ฉันต้องเอาชนะคำท้าทายนั้นให้ได้

นี่เองคือความแตกต่างที่สำคัญระหว่างรับฟังแล้วเห็นปัญหา กับฟังแล้วไม่ใช่ปัญหา ท่านที่เชื่อว่าท่านเกิดมาเป็นผู้บริหารไม่คิดว่าความคิดความเชื่ออื่นนั้นถูกต้อง จึงไม่สนใจว่าคนอื่นจะคิดจะเชื่ออย่างไร และไม่ใส่ใจที่จะไปเปลี่ยนความคิดความเชื่อของคนอื่น แต่คนธรรมดาคิดวนเวียนว่าความคิดฉันต่างไปจากคนอื่น ฉันอยากให้คนอื่นมาเชื่อตามฉัน ความอยากชนะความเชื่อที่แตกต่างของคนอื่น เป็นต้นเหตุของความเครียดที่มาจากความโกรธ หรือบางคนกลายเป็นความแค้นเสียด้วยซ้ำ โกรธมาก แค้นมาก มักนำไปสู่กิริยาที่ตัวผู้บริหารเองอยากหมุนเวลากลับ เพื่อแก้ไขไม่ให้ตนเองกระทำกิริยานั้นออกไป ทำเสร็จสะใจอยู่ชั่วขณะ แต่เครียดตามมาอีกเป็นชั่วโมง เป็นวัน

ดังนั้น ต้องมองทุกความท้าทายที่มีต่อความเชื่อดั้งเดิมของเราว่า เป็นแค่อีกมุมมองหนึ่ง เราจะจริงจังต่อเมื่อเชื่อว่ามุมมองนั้นให้โอกาสใหม่กับเรา เน้นว่าให้มองความคิดที่แตกต่างว่าเป็นการเปิดมุมมองใหม่ ซึ่งอาจจะไร้ประโยชน์ก็ได้ มองประติมากรรมชิ้นหนึ่งนั้น มองเห็นได้จากหลายด้านหลายมุม รวมทั้งใต้ฐานตั้งประติมากรรมนั้น ซึ่งแม้จะมองเห็นได้ แต่เห็นแล้วก็ไม่มีประโยชน์อันใด และยิ่งไม่มีประโยชน์ที่จะไปพยายามให้คนที่ชอบมองใต้ฐานประติมากรรมหันมามองด้านอื่นที่งดงามบ้าง

หลายท่านอาจเคยแปลกใจว่าทำไมผู้บริหารบางคนจึงโอ้อวดตนเองจนดูเหมือนผู้วิเศษ คำตอบหนึ่งที่อาจช่วยลดความแปลกใจของท่านได้คือ ความเชื่อว่าตนเองวิเศษกว่าคนอื่นอย่างมากมายนั้นเป็นกลไกหนึ่งที่มีไว้เพื่อป้องกันอาการประสาทของผู้บริหารท่านนั้นนั่นเอง