การส่งเสริมการเติบโต ที่ดำเนินไปแบบยั่งยืน

การส่งเสริมการเติบโต ที่ดำเนินไปแบบยั่งยืน

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. ได้เรียกม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล

รองนายกรัฐมนตรี และนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าพบเมื่อวันก่อน โดยม.ร.ว.ปรีดิยาธรกล่าวว่าสำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ขณะนี้รัฐบาลอยู่ระหว่างการจัดทำมาตรการ ซึ่งจะมีมาตรการที่เกี่ยวข้องออกมาเป็นชุด เพื่อให้มีผลดีต่อเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2558 โดยจะต้องเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ

ก่อนหน้านี้ รัฐบาลและคสช. ได้เริ่มแก้ปัญหาส่วนที่เป็นรายจ่ายและการลงทุนภาครัฐ รวมทั้งการลงทุนภาคเอกชน ด้วยการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2558 ล่าสุดครม.เห็นชอบแผนเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ทั้งภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ ตั้งเป้าหมายจะเบิกจ่ายงบภาครัฐในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ หรือ ไตรมาสแรกของงบประมาณปี 2558 ประมาณ 2.6 แสนล้านบาท แบ่งเป็นจากงบประมาณปี 2558 จำนวน 1 แสนล้านบาท และงบประมาณค้างท่อปี 2557 จำนวน 2.6 แสนล้านบาท

สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ จะเน้นไปที่การสร้างงานและเพิ่มเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจ โดยเป็นมาตรการระยะสั้นที่สามารถทำได้ทันที เช่นเดียวกับการลงทุนภาครัฐที่เน้นโครงการขนาดเล็ก เนื่องจากทำได้เร็วและมีเม็ดเงินออกสู่ระบบ ขณะที่กระทรวงการคลังเตรียมเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยจะเป็นนโยบายการจ้างงานระยะสั้น ซึ่งสามารถทำได้ทันที นอกจากนี้ จะมีแผนกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศ สำหรับมาตรการระยะกลางและยาวนั้น จะมีการเสนอโครงการโครงสร้างพื้นฐาน และการปรับโครงสร้างภาษี

ในท่ามกลางที่ไทยกำลังจัดวางแนวทางต่างๆ อยู่นี้ การดำเนินมาตรการใดๆ ก็ตาม เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจนั้น ควรมีเป้าหมายที่การส่งเสริมการเติบโตแบบยั่งยืนและมั่นคง รวมถึงกระจายรายได้ไปอย่างทั่วถึง อันจะช่วยให้ภาพรวมปรับตัวดีขึ้นได้ ในท่ามกลางสภาวะของความไม่แน่นอนในโลก รวมถึงพิจารณาถึงความเหมาะสมกับสถานการณ์และสถานะของประเทศไทย ซึ่งแน่นอนว่าอยู่ในบริบทของโลกแต่ก็มีลักษณะเฉพาะของตัวเองเช่นกัน

ในภาพรวมของโลกนั้น ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐ ยูโรโซน และญี่ปุ่น จะเติบโตในอัตรารวมกันราว 1.5% ในปี 2557 และ 2.1% ในปี 2558 ขณะเดียวกัน มาตรการต่างๆ เพื่อทำให้การลงทุนมีเสถียรภาพก็ช่วยทำให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวอย่างต่อเนื่อง อันน่าอยู่ในระดับสอดคล้องกับที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียคาดหมายไว้ที่ระดับ 7.5% ในปีนี้ และ 7.4% ในปีหน้า

การคาดหมายนี้น่าจะสะท้อนว่าการเน้นพึ่งพาตนเอง และพึ่งพาภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตในระดับสูง น่าจะทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตไปได้ต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วที่เป็นยักษ์ใหญ่ อย่างสหรัฐ อันมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 1 ของโลก ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่ ซึ่งในท่ามกลางปัญหาทางเศรษฐกิจที่ไทยฟันฝ่ามาได้หลายครั้งหลายคราในอดีตที่ผ่านมา หากสามารถประคับประคองประเทศและส่งเสริมการเติบโตให้ดำเนินไปอย่างยั่งยืนได้ ก็น่าจะเพิ่มความเข้มแข็งและความยืดหยุ่นให้แก่เศรษฐกิจของประเทศได้