การหยุดยิงในเยเมนและประเด็นใหญ่ในตะวันออกกลาง

การหยุดยิงในเยเมนและประเด็นใหญ่ในตะวันออกกลาง

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา การประกาศหยุดยิงในเยเมนแทบไม่เป็นข่าว ทั้งสื่อและชาวโลกส่วนใหญ่คงมองไม่เห็นความสำคัญ

ของเหตุการณ์นั้นเพราะในช่วงเวลาเดียวกันมีเหตุการณ์ใหญ่ ๆ เกิดขึ้นในหลายภาคส่วนของโลก อาทิเช่น เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับการระบาดของโรคร้ายอีโบลาในทางฝั่งตะวันตกของแอฟริกาและการตั้งรัฐอิสลามขึ้นมาใหม่ในย่านอิรักและซีเรียชื่อ “รัฐอิสลามแห่งอิรักและซีเรีย” การตั้งรัฐอิสลามขึ้นมานั้นนำไปสู่เหตุการณ์คล้าย ๆ กับที่เกิดขึ้นในเยเมน นั่นคือ เกิดการสู้รบระหว่างชาวมุสลิมด้วยกัน นอกจากนั้น ผู้ก่อตั้งรัฐอิสลามยังต้องสู้รบกับโลกภายนอกที่มีอเมริกาเป็นหัวเรือใหญ่อีกด้วย

อาจจำกันได้ว่าเมื่อสามสัปดาห์ที่ผ่านมา คอลัมน์นี้อ้างถึงงานของนักวิชาการชื่อแซมเวล ฮันติงตัน ซึ่งเสนอกรอบการอ่านเหตุการณ์โลกในยุคนี้ว่าเป็นการต่อสู้กันระหว่างอารยธรรมต่าง ๆ หลังสงครามเย็นยุติ เขาเสนอกรอบนั้นไว้ในหนังสือชื่อ The Clash of Civilizations and the Remaking of the World Order (มีบทคัดย่อภาษาไทยให้ดาวน์โหลดได้ฟรีที่เว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนา www.bannareader.com) โดยมองว่าการต่อสู้ที่เข้มข้นที่สุดจะเป็นระหว่างโลกมุสลิมกับอเมริกา เนื่องจากสงครามกลางเมืองในเยเมนและการต่อสู้ระหว่างรัฐมุสลิมใหม่กับหลายประเทศเป็นการต่อสู้ในหมู่ชาวมุสลิมด้วยกัน ฉะนั้น กรอบของฮันติงตันอาจประยุกต์ใช้ไม่ได้ในกรณีนี้ เมื่อใช้กรอบนั้นไม่ได้ เราอาจใช้กรอบพื้นฐานอันได้แก่การช่วงชิงทรัพยากร

เยเมนมีประชากรราว 24 ล้านคนบนพื้นที่เท่า ๆ เท่ากับเมืองไทย เนื่องจากภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นทะเลทรายแต่ไม่มีน้ำมันปริมาณมหาศาลเช่นเดียวกับประเทศเพื่อนบ้านเช่นซาอุดีอาระเบีย เยเมนจึงยากจนคล้ายประเทศในแอฟริกาที่ตั้งอยู่คนละฝั่งทะเลแดง แม้ในตอนนี้เยเมนจะมีลักษณะของความเป็นรัฐชาติตามแนวคิดของชาวตะวันตกแล้ว แต่ประชาชนส่วนใหญ่ยังให้ความจงรักภักดีต่อเผ่าสูงมาก ในหลาย ๆ กรณี พวกเขาจงรักภักดีต่อเผ่ามากกว่าต่อรัฐชาติ ในด้านศาสนาก็เช่นกัน จริงอยู่พวกเขาเป็นมุสลิมมานับพันปี แต่ศาสนามีความสำคัญในเชิงการสร้างความผูกพันระหว่างบุคคลน้อยกว่าความเป็นเผ่าเดียวกัน ฉะนั้น สงครามกลางเมืองที่นำไปสู่การหยุดยิงนั้นเป็นการต่อสู้กันระหว่างเผ่าใหญ่กับฝ่ายรัฐทั้งที่สองฝ่ายต่างก็เป็นมุสลิม ต้นเหตุพื้นฐานของการสู้รบกันได้แก่การเข้าถึงอำนาจในการบริหารจัดการทรัพยากร

อนึ่ง ภูมิประเทศอันเป็นทะเลทรายส่วนใหญ่ทำให้เยเมนมีแหล่งน้ำเพียงจำกัด ในสมัยก่อนเมื่อประชากรยังมีน้อยและไม่มีเครื่องทุ่นแรงสมัยใหม่ ชาวเยเมนอาศัยน้ำฝนซึ่งแต่ละปีมีเพียงจำกัดและน้ำจากขุมน้ำใต้ดินที่พวกเขาตักขึ้นมาโดยอาศัยบ่อที่ขุดด้วยมือ บ่อแบบนั้นไม่มีโอกาสทำให้น้ำในขุมใต้ดินเหือดแห้งเนื่องจากขุดได้ไม่ลึกนัก ชาวเยเมนดำเนินชีวิตแบบนี้มานับพันปีจนกระทั่งเทคโนโลยีใหม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างสำคัญ นั่นคือ การรักษาพยาบาลสมัยใหม่ส่งผลให้ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเครื่องจักรกลพลังสูงเอื้อให้เจาะบ่อบาดาลได้ลึกหลายสิบเท่าของบ่อที่ขุดด้วยมือ

ปัจจัยเหล่านั้นมีผลร้ายจนทำให้เกิดวิกฤติหลังซาอุดีอาระเบียร่ำรวยมหาศาลจากการขายน้ำมันราคาสูงเมื่อ 40 ปีที่ผ่านมาและชาวเยเมนจำนวนมากพากันไปทำงานที่นั่น เงินที่คนงานเหล่านั้นส่งกลับบ้านทำให้ฐานะของชาวเยเมนโดยทั่วไปดีขึ้นมาก เมื่อฐานะดีขึ้น ชาวเยเมนก็บริโภคยาเสพติดชนิดหนึ่งมากขึ้นแบบก้าวกระโดด ยาเสพติดนั้นเกิดจากการเคี้ยวใบไม้ชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่า “คัต” ในแนวเดียวกันกับคนไทยเคี้ยวใบกระท่อมและชาวละตินอเมริกันในย่านภูเขาแอนดิสเคี้ยวใบโคคา ความต้องการใบคัตส่งผลให้ชาวไร่ชาวนาเจาะบ่อบาดาลพร้อมกับติดตั้งเครื่องสูบน้ำพลังสูงกันอย่างแพร่หลาย เพียงไม่นานขุมน้ำเก่าแก่ก็เริ่มเหือดแห้งส่งผลให้ชาวเยเมนต้องแย่งชิงน้ำกันเพิ่มขึ้น การเข้าถึงอำนาจรัฐเป็นทางหนึ่งซึ่งจะทำให้พวกเขามั่นใจว่าจะเข้าถึงแหล่งน้ำได้ ทั้งน้ำที่ยังมีเหลืออยู่ในขุมใต้ดินและน้ำที่อาจต้องหามาใหม่จากการใช้วิธีกลั่นน้ำทะเล

ในกรณีที่เกี่ยวเนื่องกับรัฐอิสลามใหม่ พื้นที่ในย่านนั้นมีน้ำจืดน้อยแต่มีน้ำมันมหาศาล น้ำมันเป็นที่ต้องการของชาวโลกโดยเฉพาะประเทศก้าวหน้าที่มีอเมริกาเป็นหัวเรือใหญ่ พวกเขาเข้าไปผูกไมตรีกับผู้มีอำนาจรัฐเพื่อหวังเข้าถึงน้ำมัน ผู้คุมอำนาจรัฐที่ไม่ยอมอำนวยความสะดวกให้แก่พวกเขามักถูกกำจัดด้วยวิธีต่าง ๆ รวมทั้งการส่งกองทัพเข้าไปไล่เข่นฆ่า ส่วนกลุ่มที่ตั้งตนเป็นรัฐอิสลามขึ้นมาใหม่ต้องการยึดครองทรัพยากรทุกอย่างรวมทั้งน้ำจืดและน้ำมัน ฉะนั้น พวกเขาย่อมเป็นศัตรูกับผู้ที่กุมอำนาจรัฐอยู่แล้วแม้จะเป็นมุสลิมด้วยกันก็ตาม เนื่องจากในขณะนี้พวกเขามีทีท่าว่าจะเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการเข้าไปนำน้ำมันออกมาของประเทศก้าวหน้าทั้งหลาย ยุทธการจับตายจากทั้งฝ่ายผู้กุมอำนาจรัฐกับฝ่ายที่มาจากภายนอกจึงเกิดขึ้น

อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า การแย่งชิงทรัพยากรอย่างเข้มข้นจนถึงขั้นฆ่ากันในย่านตะวันออกกลางมิใช่สิ่งใหม่ ย้อนไปหลายพันปี ย่านนั้นมีความก้าวหน้ากว่าย่านอื่นของโลกพร้อมกับการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างรวดเร็ว การใช้ทรัพยากรแบบทำลายและการแย่งชิงกันนำไปสู่สงครามที่ทำให้สังคมล่มสลาย ประเด็นนี้มีอยู่ในหนังสือสองเล่มที่คอลัมน์นี้อ้างถึงหลายครั้งคือ เรื่อง Collapse ของ Jared Diamond และเรื่อง One with Nineveh ของ Paul และ Anne Ehrlich (มีบทคัดย่อภาษาไทยอยู่ในเว็บไซต์ของมูลนิธินักอ่านบ้านนาเช่นกัน)

จากมุมมองของการแย่งชิงทรัพยากรซึ่งจะมีอย่างเข้มข้นต่อไป การหยุดยิงในเยเมนคงอยู่ได้ไม่นานและการสู้รบกันทั้งที่นั่นและในย่านตะวันออกกลางจะดำเนินต่อไปจนกระทั่งฝ่ายหนึ่งยอมหยุด ถูกทำลาย หรือทุกฝ่ายตกลงกันได้อย่างสันติ โอกาสที่หนึ่งในเหตุการณ์เหล่านั้นจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้แทบไม่มีเลย