ถึงเวลา "ซื้อเก็บ...ทองคำ" แล้วหรือยัง?

ถึงเวลา "ซื้อเก็บ...ทองคำ" แล้วหรือยัง?

ในหนังสือเรื่อง “30 วัน รวยด้วย...รายได้ที่ไม่ต้องทำงาน” ได้กล่าวถึงความน่าสนใจในการลงทุนใน “ทองคำ”

ประจวบเหมาะกับสิ่งที่คุณผู้อ่านหลายท่านทราบกันดีว่า ช่วงนี้ราคาทองคำได้ตกลงมาต่ำมาก คืออยู่ที่ประมาณ 1,200 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หรือประมาณ 18,000 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งผมมองว่าน่าจะเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่ต้องการ “ซื้อเก็บ...ทองคำ” โดยซื้อเก็บไว้เป็นเวลาหลายปีหรือหลายสิบปีไปเลย หรือซื้อเก็บจนคนผู้อ่านเข้าสู่วัยผู้สูงอายุไปเลยก็ยิ่งดี ซึ่งผมอยากจะขอสนับสนุนความคิดที่ว่า “ทองคำ.. เก็บไว้ใช้ตอนแก่ดี” โดยมีเหตุผลประกอบในการสนับสนุนดังนี้ครับ

หนึ่ง ทองคำ... ไม่มีวันตาย

ในอดีตมีบริษัทระดับโลกที่หลายต่อหลายคนเชื่อว่า “ไม่มีวันตาย” แต่เอาเข้าจริง...บริษัทเหล่านั้นบางบริษัทก็ได้ทำให้บรรดาผู้ถือหุ้นต้องเจ็บปวดใจไปกับราคาหุ้นที่ตกต่ำ และบางบริษัทก็ถึงขั้นล้มละลายไปเลยก็มี ตัวอย่างเช่น บริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ “เอ็นรอน” หรือ หนึ่งในบริษัทตรวจสอบบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในโลก “อาเธอร์ แอนเดอร์เซน” ทั้งสองบริษัทนี้ก็ล้มละลาย และได้ทำให้ผู้ถือหุ้นและพนักงานพากันเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสมาแล้ว

ในอดีตบ้านเราก็เคยมีความคิดว่าธนาคารไม่มีวันที่จะล้มละลายไปได้ แต่กรณี “ธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ” ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ธนาคารล้มละลายได้ แต่ด้วยคุณลักษณะของทองคำที่สามารถตรวจสอบความเป็นของจริง และความบริสุทธิ์ของทองคำได้ง่าย ประกอบกับได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ก็ทำให้ทองคำได้รับความนิยมมาโดยตลอด และที่สำคัญ..ราคาทองคำก็ไม่เคยมีค่าเป็นศูนย์เลย

สอง ทองคำ.. ไม่ต้องรู้มาก ไม่ต้องติดตาม ..ก็ลงทุนได้

ดอกเบี้ยแต่ละธนาคารยังแตกต่างกันบ้าง แต่ราคาทองคำ..โดยเฉพาะทองคำแท่งมีการประกาศราคาทุกวัน ซึ่งเป็นราคาที่เชื่อมโยงกับตลาดโลก ดังนั้นการบิดเบือนราคาที่แท้จริงของทองคำจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ในแง่การลงทุนระยะยาวหรือการเก็บไว้ใช้ตอนแก่ จึงน่าจะมั่นใจได้มากกว่าการลงทุนในเพชร พลอย หรือวัตถุมีค่าอื่นๆ แม้ว่าราคาทองคำจะมีความผันผวน แต่ถ้าหากลงทุนซื้อทองคำแท่งด้วยเงินเย็น ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีความรู้มาก และไม่ต้องติดตามใกล้ชิดเหมือนกับการซื้อหุ้น การขายทองคำแท่งก็ทำได้ง่าย เพราะร้านทองเกือบทุกร้านรับซื้อทองคำแท่งหมด มันจึงเหมาะมาก..สำหรับคนที่ไม่ต้องการรู้มาก และไม่ต้องการติดตามข่าวสาร

สาม แนวโน้มการใช้ “ทองคำ” เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ.. สูงขึ้น

ในอดีตเงินและพันธบัตรหลักๆ ของโลกไม่ว่าจะเป็น ดอลลาร์สหรัฐอเมริกา เยนญี่ปุ่น หรือเงินยูโร ก็ตาม ได้ถูกหลายๆ ประเทศซื้อเก็บไว้ใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศ

แต่ปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศเหล่านี้ ก็ได้ทำให้หลายๆ ประเทศเริ่มซื้อเก็บทองคำแทน แนวโน้มดังกล่าวจะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีกนาน เพราะประเทศหลักๆ ที่กล่าวถึงข้างต้นนั้น ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของตัวเองมานานหลายปีแล้ว และในอนาคตอันใกล้นี้ก็ยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนว่า ประเทศเหล่านี้จะสามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของตนให้จบสิ้นอย่างแท้จริงได้เลย

สี่ ยุคเบบี้บูม...กำลังหรี่ลง ยุคเจนเนอเรชันเอ็กซ์...กำลังเบ่งบาน

หากเรามองกันตามช่วงอายุคนแล้วก็จะพบว่า คนที่เกิดในยุคเบบี้บูม (2489-2507) ซึ่งเป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุคนี้จึงมีทารกคลอดออกมาเป็นจำนวนมาก เพราะพ่อแม่มองว่ามีลูกเยอะๆ เพื่อมาช่วยกันทำงานหาเงิน ดังนั้นคนในยุคเบบี้บูมจะทำงานหนักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว ไม่ค่อยชอบความเสี่ยงเพราะหาเงินมาด้วยความลำบาก

ในขณะที่คนที่เกิดในยุคเจนเนอเรชัน เอ็กซ์ (2508-2525) จะเป็นคนที่เกิดมาในยุคที่เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น พ่อแม่มีเงิน จึงทำให้มีการศึกษาดี กล้าเสี่ยงมากกว่าคนยุคเบบี้บูม หลายคนเอาเงินพ่อแม่มาเสี่ยงลงทุน..จึงไม่รู้ว่าหาเงินมายากลำบากอย่างไร และต้องการรวยเร็ว ก็อาจจะทำให้ราคาทองคำที่สูงอยู่แล้ว...สูงขึ้นไปอีก เพราะคนในยุคเจนเนอเรชัน เอ็กซ์..จะกล้าเสี่ยงมากกว่า

ส่วนคำถามที่ตอบยากที่สุดก็คือ ควรซื้อทองคำเมื่อไร ? และควรขายทองคำเมื่อไร ? หากมองย้อนไปในอดีตก็จะพบว่า ราคาทองคำ...ระหว่างปี 2514-2523 ราคาทองคำขึ้นเป็น 25 เท่าของตอนเริ่มต้น ปี 2524-2543 ราคาทองคำลดลงเหลือ 0.4 เท่า และปี 2544-2555 ราคาทองคำขึ้นเป็น 6 เท่าตัว

ดังนั้น การลงทุนในทองคำจึงเหมาะที่สุด..สำหรับคนที่มีความอดทน..สามารถรอโอกาสได้..ไม่ว่าจะเป็นปี..เป็นสิบปี..หรือหลายสิบปีก็ตาม

ทำให้นึกถึงนักประพันธ์เพลงชาวเวลส์ที่ชื่อ Joseph Parry ที่กล่าวถึงทองคำไว้ว่า “Make new friends, but keep the old; Those are silver, these are gold.” แปลตามความได้ว่า “เพื่อนใหม่เหมือนเงิน.. ส่วนเพื่อนเก่าก็เหมือนทอง”

ดังนั้นเราจึงควรเก็บทองคำให้เหมือนเพื่อนเก่า เพราะ ยิ่ง...เก่า ก็ยิ่ง...มีค่า