พัฒนาการ "ทุนศักดินาสยาม" สู่ "ทุนไทยโลกาภิวัตน์" ภายใต้ประชาคมอาเซียน (3)

พัฒนาการ "ทุนศักดินาสยาม" สู่ "ทุนไทยโลกาภิวัตน์" ภายใต้ประชาคมอาเซียน (3)

7. การเติบโตของกิจการไม้สักในภาคเหนือ และ เหมืองแร่ดีบุกในภาคใต้

ในสังคมยุคโบราณนั้นกิจกรรมหาของป่าสามารถทำได้อย่างเสรี กิจกรรมการหาของป่ามาขายเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีตั้งแต่สมัยอยุธยา ราวปี พ.ศ. 2393 (ค.ศ. 1850) ก่อนสนธิสัญญาเบาว์ริง การค้าไม้มีความสำคัญน้อยมาก รัฐบาลราชสำนักสามารถหาผลิตภัณฑ์ป่าไม้จากการเกณฑ์แรงงานที่อยู่ในป่า ดังนั้นแม้ว่าผลผลิตจากป่าไม้จะมีความสำคัญต่อชีวิตของคนไทยแต่ไม่ได้แหล่งสำคัญทางด้านรายได้ แต่ชาวสยามก็รู้จักใช้ไม้สักในการสร้างบ้าน วัด สะพาน เรือ โดยไม้สักไม่ได้เป็นสินค้าส่งออกสำคัญส่วนใหญ่ใช้ในประเทศ การทำไม้โดยเฉพาะไม้สักน่าจะเริ่มขึ้นในสมัยรัชกาลที่สี่โดยเฉพาะหลังเซ็นสนธิสัญญาเบาว์ริง ภาคเหนืออันเป็นพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้และไม้สัก การลงทุนในระยะแรกเป็นการลงทุนของชาวอังกฤษ พม่าและไทยใหญ่ โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าเมืองหัวเมืองทางเหนือ โดยผู้เช่าทำป่าไม้ต้องเสียค่าตอไม้ตามจำนวนไม้สักที่ฟันลง

ส่วนทางภาคใต้มีการทำเหมืองแร่ดีบุก การค้าดีบุกรายใหญ่อยู่ภายใต้ระบบการค้าผูกขาดของโดยเจ้าเมืองในฐานะตัวแทนของราชสำนัก เจ้าเมืองภาคใต้มีอำนาจผูกขาดเบ็ดเสร็จ มีการเรียกระบบนี้ว่า ระบบเหมาะเหมือง อันเป็นระบบที่ตั้งขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สาม คนจีนอพยพจำนวนมากได้เข้ามาเป็นแรงงานรับจ้างในเหมืองดีบุก ปัจจัยเรื่องแรงงานจีนอพยพและระบบแรงงานเสรีรับจ้างได้เปลี่ยนแปลงการทำกิจการเหมืองแร่ให้แตกต่างไปจากเดิม ความต้องการดีบุกในตลาดโลกทำให้อุปสงค์ต่อแรงงานทำเหมืองแร่เพิ่มขึ้น มีการสร้างระบบแรงจูงใจเพื่อให้สามารถควบคุมผู้ใช้แรงงานให้มากที่สุด ระบบแรงจูงใจนี้ เรียกว่า ระบบกงสี นายเหมืองจะมีโรงสุรา บ่อนเบี้ย โรงสูบฝิ่น ร้านของขายและให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำในเหมือง ต่อมาเมื่อมีการยกเลิกการผูกขาดการทำกิจการเหมืองโดยเจ้าเมือง กิจการเหมืองดีบุกส่วนใหญ่จึงตกอยู่ในมือของชาวจีนอพยพซึ่งเคยเป็นกรรมกรในเหมืองและสะสมทุนจนกระทั่งกลายเป็นเจ้าของกิจการเอง ชาวจีนที่ทำสัมปทานเหมืองแร่ดีบุกเฉพาะมณฑลภูเก็ตมีถึง 475 ราย ขณะที่กิจการที่เป็นของชาวตะวันตกมีเพียง 13 รายเท่านั้น วิธีการทำเหมืองแร่ของกลุ่มทุนจีนมักทำเป็นเหมืองขนาดเล็ก ชาวจีนบางส่วนอาศัยกู้ยืมเงินจากพ่อค้าปีนังและสิงคโปร์มาทำธุรกิจเหมืองแร่ กิจการส่งออกดีบุกและเหมืองแร่ขยายตัวอย่างมีขีดจำกัดเพราะระบบขนส่งคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานของอุตสาหกรรมนี้ที่ยังไม่ดีพอ ในปี พ.ศ. 2434 รัฐบาลราชสำนักได้จัดตั้งกรมราชโลหกิจและภูมิวิทยาขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหา อย่างไรก็ตามการบริหารงานขาดประสิทธิภาพทำให้การลดอุปสรรคของกิจการเหมืองแร่ไม่บรรลุเป้าหมายมากนัก เมื่อมีการนำเทคนิคการทำเหมืองแร่ดีบุกจากตะวันตกเข้ามา จึงทำให้กิจการเหมืองแร่ดีบุกเฟื่องฟูขึ้น

8. บทบาทการค้าภายในของชาวสยามเชื้อสายจีนเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ชาวสยามเชื้อสายจีนเป็นผู้มีบทบาททางเศรษฐกิจตั้งแต่ก่อนทำสนธิสัญญาทางการค้ากับตะวันตกแล้ว นอกจากนี้ชาวจีนยังเป็นชาวต่างประเทศพวกเดียวที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลไทยให้เดินทางไปทั่วสยาม มิได้จำกัดเฉพาะกำแพงพระนครเช่นชาวต่างชาติอื่นๆ สิทธิพิเศษของชาวจีนเป็นผลมาจากสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างชนชั้นศักดินาไทยกับพ่อค้าชาวสยามเชื้อสายจีน และคนสองกลุ่มนี้มีผลประโยชน์ร่วมกัน

9. ในส่วนของการค้าระหว่างประเทศนั้นมีการขยายตัวอย่างมากหลังการทำสนธิสัญญาฉบับต่างๆ กับต่างประเทศ ปี พ.ศ. 2398 ถือเป็นปีที่มีการเปิดการค้ากับตลาดโลกทำให้กิจการค้าต่างประเทศมีความสำคัญกับเศรษฐกิจไทยมากขึ้นตามลำดับ เทคโนโลยีการเดินเรือของชาวตะวันตกก่อให้เกิดการเติบโตของการส่งออกนำเข้าสินค้าตามหัวเมืองชายทะเลและกรุงเทพฯ บริษัท อิสต์ เอเชียติก จำกัด บริษัทบอร์เนียว คอมปานี บริษัทบอมเบย์ เบอร์มาบริษัท หลุย ที เลียวโนแวส์ จำกัด ได้คุมกิจการค้าต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกข้าว ไม้สักและดีบุก

การเปลี่ยนแปลงระบบรายได้ รายจ่ายและฐานะทางการคลังของภาครัฐ

สนธิสัญญาเบาว์ริงและสนธิสัญญาทางการค้าอื่นๆ ที่ทำหลังจากปี พ.ศ. 2398 ได้จำกัดอำนาจผูกขาดการค้าต่างประเทศของรัฐบาลราชสำนัก มีการยกเลิกภาษีบางประเภทและมีการจัดเก็บในอัตราที่ลดลง สิ่งเหล่านี้มีผลต่อการจัดเก็บรายได้ภาษีของรัฐบาลราชสำนักอย่างยิ่ง การเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตก็มีผลต่อรายได้ของราชอาณาจักรโดยเฉพาะจำนวนคนในบังคับของต่างชาติเพิ่มมากขึ้นแม้นกระทั่งคนไทยบางส่วน คนเหล่านี้ไม่ต้องเสียภาษีอากรให้กับรัฐบาลราชสำนักสยาม เพราะถือว่าเป็นคนของชาติตะวันตก แม้นแต่ชาวจีนต้องเสียค่าธรรมเนียมผูกปี้ก็ไม่ต้องจ่ายให้กับทางการหากเป็นคนในบังคับของต่างชาติ สภาพซึ่งเป็นผลของสนธิสัญญาทำให้รัฐสยามสูญเสียรายได้ที่เคยได้รับจำนวนไม่น้อย รัฐสยามเวลานั้นจึงต้องหาทางหารายได้จากการค้าและการเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมใหม่ๆ เพิ่มเติม

ขณะที่รายได้ลดลงแต่รัฐสยามกลับมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นเพื่อแจกจ่ายเบี้ยหวัดแก่พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางที่สูญเสียผลประโยชน์จากการค้าผูกขาด อันเนื่องมาจากลงนามทำสนธิสัญญาต่างๆ กับชาติตะวันตก รายจ่ายเพื่อส่งเสริมพระราชอำนาจของกษัตริย์ รวมทั้งรายจ่ายเพื่อลงทุนทางด้านสาธารณูปโภคสาธารณูปการ

การแสวงหารายได้ของรัฐหลังปี พ.ศ. 2398 จนถึงรัชกาลที่หก

การแสวงหารายได้ของรัฐสยามช่วงเวลา พ.ศ. 2398-2454 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริงต่อเนื่องไปจนถึงต้นสมัยรัชกาลที่หก นั้นมีนโยบายที่สำคัญดังนี้

นโยบายการขยายฐานภาษีและปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี

มีการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นหลายประเภทและขยายพื้นที่ในการจัดเก็บเพิ่มเติม มีการปรับปรุงระบบในการจัดเก็บภาษีใหม่โดยการให้เอกชนประมูลเพื่อผูกขาดในการจัดเก็บภาษีเพื่อให้รัฐบาลมีรายได้ที่แน่นอน ฉะนั้นประสิทธิภาพของวิธีการเก็บภาษีของรัฐโดยวิธีนี้ขึ้นอยู่กับการวางระบบและระเบียบเกี่ยวกับการประมูลภาษีให้รัดกุม เช่น การเปิดให้มีการแข่งขันกันในการประมูลจัดเก็บภาษีโดยเสนอวงเงินภาษี การแบ่งพื้นที่เพื่อให้มีผู้ประมูลภาษีออกเป็นเขตย่อย เป็นต้น การดำเนินการในลักษณะอาจก่อให้เกิดปัญหา เช่น มีผู้เสนอวงเงินภาษีสูงเกินควรเพื่อให้ชนะประมูล แล้วผู้ประมูลได้ก็จะไปหาวิธีการต่างๆ เพื่อให้เก็บภาษีให้ได้ตามเป้าหมายสร้างความเดือดร้อนให้กับราษฎรผู้เสียภาษีอย่างมาก

นโยบายการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษี

มีการเพิ่มค่าผูกปี้จากอัตรา 2 บาทต่อ 3 ปีเป็น 4.25 บาทต่อ 3 ปีสำหรับผู้ที่ผูกปี้ที่ข้อมือ สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการผูกปี้ที่ข้อมือก็ต้องจ่ายเพิ่มเป็น 6.50 บาทต่อ 3 ปี มีการปรับอัตราภาษีค่านา จากที่รัฐเคยเก็บในอัตราไร่ละสลึงเฟื้องเท่ากันหมดไม่ว่าจะเป็นนาประเภทไหน แต่หลังสนธิสัญญาเบาว์ริง รัฐต้องการสนับสนุนให้มีการปลูกข้าวเพื่อการส่งออกจึงได้ใช้นโยบายยกเว้นภาษีค่านาในปีแรก และลดอัตราภาษีค่านาทั้งสองประเภทเหลือไร่ละสลึง การลดภาษีดังกล่าวกลับทำให้มีรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นจากการขยายพื้นที่การเพาะปลูกข้าว ทำให้เก็บภาษีได้มากขึ้นแม้นอัตราภาษีจะลดลงก็ตาม นอกจากนี้มีการนำเข้าฝิ่นโดยไม่ต้องเสียภาษีแต่ต้องขายให้กับเจ้าภาษีเท่านั้น เมื่อมีการค้าฝิ่น รัฐจึงเก็บภาษีฝิ่นและเก็บภาษีจากผู้สูบฝิ่นด้วย การค้าฝิ่นแม้จะมีกฎหมายจำกัดให้อยู่เฉพาะในหมู่คนจีนและคนไทยก็เสพฝิ่นด้วย ภาษีฝิ่นคิดเป็นร้อยละ 16% ของรายได้ของรัฐ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูง แต่การสูบฝิ่นและภาษีฝิ่นที่เพิ่มสูงขึ้นสะท้อนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมากในภายหลัง

นโยบายรัฐพาณิชย์

รายได้ที่เกิดจากกิจการของรัฐบาล กิจการค้าของรัฐ รายได้ประเภทเกิดขึ้นมาในสมัย ร. 5 เมื่อมีการปฏิรูปประเทศ และจัดให้มีการบริการพื้นฐานโดยรัฐประเภทสาธารณูปโภคสาธารณูปการทั้งหลาย เช่น กิจการประปา กิจการไปรษณีย์โทรเลข กิจการรถไฟ กิจการเรือเมล์เรือจ้าง เป็นต้น การลงทุนเหล่านี้มีเป้าหมายหลัก คือ การให้บริการประชาชน อย่างไรก็ตาม กิจการเหล่านี้ก็สามารถสามารถรายได้ให้กับรัฐบาลจำนวนมากโดยเฉพาะกิจการรถไฟ นอกจากนี้ รัฐยังออกเงินกู้หลวงซึ่งทำกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สี่ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ห้า มีการนำพระราชทรัพย์หลวงออกให้กู้มากขึ้น เงินกู้หลวงนั้นมีอัตราดอกเบี้ยต่ำจึงเป็นที่นิยม อัตราสูงสุดไม่เกิน 15% ต่อปี การเก็บค่าธรรมเนียมผ่านคลองถือเป็นรายได้สำคัญอีกประการหนึ่งของรัฐพาณิชย์