สังคมน่าอยู่ (3) ... สังคมที่มีการให้มากกว่ารับ

สังคมน่าอยู่ (3) ... สังคมที่มีการให้มากกว่ารับ

มีคำพูดที่น่าสนใจจากผู้ที่มีชื่อเสียงของโลกเกี่ยวกับการให้ อาทิ คำพูดของประธานาธิบดีเคนเนดี้ (John F. Kennedy)

ของสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวต่อหน้าประชาชนว่า “อย่าถามว่าประเทศชาติจะให้อะไรกับท่านบ้าง แต่ถามตัวเองว่าท่านได้ให้อะไรกับประเทศชาติบ้าง” (Don’t ask what the country can do for you, ask what you can do for your country) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราก็เคยตรัสว่า “สิ่งที่เราใช้ไป ก็คือสิ่งที่เราได้กลับคืนมา” (Our loss is our gain) ทั้งนี้ นอกเหนือจากคำสั่งสอนในเกือบทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม ที่สอนเหมือนกันเกี่ยวการให้ว่าเป็นสิ่งประเสริฐ สมควรแก่การยกย่อง

ในปัจจุบัน องค์กรมูลนิธิขนาดใหญ่ในโลก ได้พยายามปลุกจิตสำนึกให้ผู้มีความมั่งคั่งคิดถึงการให้ มูลนิธิบิล-เมลินดา เกตส์ (Bill-Merinda Gates Foundation) ที่เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ตั้งขึ้น ก็รณรงค์เรื่องนี้ และได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากมหาเศรษฐีระดับโลกหลายคน เช่น วอร์เรน บัฟเฟตต์ ตัวบิล เกตส์เองก็เพิ่งบริจาคเงิน 50 ล้านดอลลาร์ให้เป็นทุนเพื่อการวิจัยการรักษาโรคระบาดที่กำลังระบาดอย่างหนักในปัจจุบัน และไม่ใช่เฉพาะคนฝรั่งที่มีการบริจาคเงินจำนวนมากให้กับสังคม นักธุรกิจจีนชื่อ เจอราลด์ ชาน (Gerald Chan) ก็เพิ่งบริจาคเงินก้อนใหญ่จำนวน 350 ล้านดอลลาร์ให้กับมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเพื่อใช้ในการทำวิจัยด้านสาธารณสุข

แน่นอน คำถามน่าจะเกิดกับหลายท่านว่า ก็เขาเหล่านั้นเป็นมหาเศรษฐีระดับโลก เงินที่บริจาคนั้นคิดเป็นเงินที่น้อยนิดและอาจมีผลประโยชน์อย่างอื่นตอบแทนไม่ว่าเรื่องการลดหย่อนภาษี การได้ชื่อเสียงมากขึ้น หรืออื่นๆ ก็มีความเป็นไปได้ แต่สิ่งสำคัญที่เป็นพื้นฐานก็คือ เมื่อมีการให้ สังคมย่อมได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน และเมื่อสังคมได้รับประโยชน์ ทำให้ประชาชนผู้ยากไร้หรือด้อยโอกาสมีโอกาสที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีมิใช่หรือ

ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว ผมได้ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายให้กับลูกค้ารายหนึ่ง ได้ร่วมประชุมกับลูกค้าในการเจรจาธุรกิจระดับพันล้านบาท การประชุมยาวนานเกือบทั้งวัน มีช่วงหนึ่งของการประชุมที่หยุดพัก พวกที่ปรึกษาทั้งด้านกฎหมายและที่ปรึกษาด้านการเงินก็มีการพูดคุยในเรื่องอื่นๆ บ้าง มีที่ปรึกษาทางการเงินของคู่เจรจาฝ่ายตรงข้ามกับเราซึ่งเป็นสาวสวยสองคนพูดคุยกันเบาๆ จับใจความได้ว่า พวกเธอพูดถึงเรื่องการไปปฏิบัติธรรม และที่สำคัญคือเรื่องการบริจาคร่างกาย ดวงตา และอวัยวะ เมื่อเสียชีวิต ให้กับโรงเรียนแพทย์และสภากาชาดไทย พวกเธอหยิบเอาบัตรสมาชิกผู้บริจาคมาให้ดูระหว่างกันและพูดคุยกันเบาๆ ผมได้ยินคำสนทนาชัดเจน เพราะพวกเธอก็ไม่ได้พูดเบาเสียจนไม่ได้ยิน

สิ่งที่ผมคิดก็คือว่า พวกเธอยังสาวยังสวยเป็นคนรุ่นใหม่ทำงานดีมีรายได้สูง แต่พวกเธอก็มีการวางแผนชีวิตที่ไม่น่าเชื่อเกี่ยวกับการจากไปในอนาคต พวกเธอได้วางแผนในการให้สิ่งที่น่าจะมีค่าอย่างที่สุดของมนุษย์อย่างรอบคอบและไตร่ตรองอย่างดี ผิดกับเราเสียอีกที่ก้มหน้าก้มตาทำงานหารายได้อย่างเดียว ไม่เคยคิดถึงเรื่องเหล่านี้เลย

เมื่อกลับบ้านหลังจากนั้นก็คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ดีในการวางแผนชีวิตเมื่อวันนั้นมาถึง ซึ่งนอกเหนือจากการทำประกันชีวิตเพื่อคนข้างหลังเมื่อเราจากไปแล้ว สิ่งเหล่านี้ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวมอีกด้วย ในที่สุดได้สมัครเป็นผู้บริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่ให้กับโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ และบริจาคดวงตาและอวัยวะทั้งหมดให้กับสภากาชาดไทยด้วย ได้บอกกับทางบ้านให้ทราบ และเป็นเรื่องที่น่ายินดีว่าสมาชิกอื่นๆ ในบ้านก็สมัครด้วยเช่นกัน

การบริจาคร่างกายเป็นอาจารย์ใหญ่สำหรับประเทศเราดูจะยังไม่ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางเท่าที่ควร ทั้งนี้ เห็นได้จากหลายๆ ครั้งที่โรงเรียนแพทย์ที่เปิดสอนคณะแพทยศาสตร์ได้ขอให้ประชาชนให้ความสำคัญในการศึกษาจากของจริง โดยเฉพาะโรงเรียนแพทย์ที่ต่างจังหวัด ยิ่งมีปัญหามากเพราะมีผู้บริจาคน้อยมาก นิสิตนักศึกษาแพทย์หลายคนต้องศึกษาร่วมกันต่ออาจารย์ใหญ่หนึ่งร่าง ทำให้การศึกษาไม่สามารถทำได้อย่างละเอียดเท่าโรงเรียนแพทย์ในกรุงเทพฯที่สัดส่วนอาจารย์ใหญ่กับนักศึกษามีน้อยกว่า

การให้ ไม่ว่าให้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือเมื่อจากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมเป็นคุณอันยิ่งใหญ่กับมวลมนุษยชาติเสมอ ในหลายๆ ประเทศ เช่น ประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย (Scandinavia) ได้กำหนดไว้เป็นกฎหมายเลยว่าทุกคนที่เสียชีวิตให้โรงเรียนแพทย์ได้ใช้ร่างเป็นอาจารย์ใหญ่ในการศึกษาทางการแพทย์ ทั้งนี้เพราะประเทศเหล่านี้เป็นประเทศขนาดเล็กมีพลเมืองน้อย ถ้าไม่มีการกำหนดไว้เป็นกฎหมาย คงเป็นเรื่องยากที่จะต้องขอความสมัครใจตลอดเวลา แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีข้อยกเว้นว่า ถ้าผู้ใดไม่ประสงค์จะบริจาคร่างให้เป็นอาจารย์ใหญ่เมื่อเสียชีวิตแล้ว ก็ต้องแสดงเจตนาอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งถ้าได้แสดงเจตนาแล้ว ก็จะได้รับการยกเว้น

สำหรับประเทศไทย การบริจาคร่างกายเพื่อประโยชน์ในทางการแพทย์อาจมีการกำหนดเงื่อนไขบางอย่างเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริจาคได้ อาทิ อาจบริจาคไปเลยและให้ทางโรงเรียนแพทย์จัดการด้านพิธีกรรมทางศาสนาให้ด้วย หรือจะบริจาคเพื่อการศึกษา เสร็จแล้วทางบ้านก็รับกลับมาทำพิธีกรรมทางศาสนาเองก็ทำได้ รายละเอียดสามารถสอบถามได้จากเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ได้โดยตรง

สังคมของมนุษย์นับวันก็ยิ่งมีความซับซ้อนมากขึ้น จำนวนคนที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการแข่งขันมากขึ้น ชีวิตที่ต้องตีนถีบปากกัด หาเลี้ยงชีพไปวันๆ อาจทำให้ไม่มีเวลาพอที่จะคิดถึงเรื่องเหล่านี้ แต่ ณ วันหนึ่งที่เราหวนคิดขึ้นมาได้ ก็จะพบว่า ถึงเราจะไม่มีทรัพย์สินเงินทองมากมายที่จะบริจาคเมื่อยามที่มีชีวิตอยู่ แต่การบริจาคอวัยวะ ดวงตา และร่างกายให้เป็นอาจารย์ใหญ่ในยามที่เราจากไปแล้วก็เป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ เพื่อสังคมที่ดีขึ้น และเป็นสังคมที่มีจิตกุศล ที่สามารถทำให้บ้านเราเมืองเราเป็นสังคมที่น่าอยู่มากขึ้นด้วยเช่นกัน